20 เมษายน 2549

เรื่องหักมุมเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเพลง (Artist and Capitalism)

อ ุตสาหกรรมเพลงทุกวันนี้ได้สร้างผลกำไรมหาศาล ให้แก่ค่ายเพลงที่โครงโลกอยู่เวลานี้ มีค่ายยักใหญ่อยู่ไม่กี่ค่าย ที่เราเห็นและรู้อยู่ก็ Sony BMG (ที่ควบรวมกับ BMG เป็น Sony BMG), EMI, Universal, Warner จากข้อมูลอ้างว่าราว 3-4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คงเห็นกันนะครับว่าราคา CD เพลงสากลในระยะหนึ่งเคยเห็นอยู่ที่ 5 ร้อย แล้วก็ขยับขึ้นเรื่อยๆ แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจว่าราคาอยู่เท่าไรกันแล้ว ใครทราบช่วย Update หน่อย อีกเรื่องคือผมไม่เชื่ออะไรที่ว่าการทำมาค้าขายมันต้องมีต้นทุน เพราะว่าถ้าอ้างต้นทุนแล้วมันต้นทุนอะไรกัน ที่มันทำให้ได้ผลกำไรที่น่ารังเกียจถึงเพียงนี้

ในขณะที่มีการฟ้องร้ องคดีความกันอยู่ระหว่าง RIAA (Recording Industry Association of America) กับ Napster (โปรแกรมแลกเปลี่ยน file mp3 แบบ P2P เจ้าแรกๆ) ซึ่งทางฝ่าย Napster ให้เหตุผลว่า การแลกเปลี่ยน file กันในลักษณะนี้ เป็นเสมือนกับการช่วยเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ทำให้ยอดขายเพลงของศิลปินเพิ่มขึ้น

ได้มีการตั้งข้อสังเกตกันว่าในระ หว่างนั้น อัลบั้ม Kid A ของ Radiohead คงไม่สามารถขึ้นอันดับ 1 Billboard ได้ ถ้าเพลงในอัลบั้มไม่หลุดออกมาให้โหลดใน Napster ก่อนอัลบั้มออกจริง 3 เดือน ซึ่งอัลบั้มก่อนหน้านี้ OK Computer ซึ่งดังมากๆ ในทั่วโลก ขึ้นได้เพียงอันดับ 21 ของ Billboard เท่านั้น และ ที่สำคัญ อัลบั้ม Kid A ที่ว่าไม่น่าจะขึ้นอับดับ 1 ได้ง่ายสักเท่าไร เพราะชุดนี้ทำออกมาเอาแต่ใจตัวเอง (ก็คือไม่เอาใจตลาดนั่นแหละ) และเป็นแนวทดลองเอามากๆ

เหตุบังเอิญว่าวง Offspring ต้องการจะทำแบบเดียวกันคือเอาเพลงในอัลบั้มมาให้ Download ฟรีๆ แต่โดนทาง Sony แบนข้อเสนอนี้

ท ำให้คิดกันต่อไปว่า พวกค่ายใหญ่อาจไม่กลัวการเผยแพร่ฟรีๆ แล้วจะไปทำให้ยอดขายลดลงอย่างที่ว่าก็เป็นได้ แต่เป็นเพราะว่ากลัวยอดขายตัวเองจะเพิ่มขึ้นแล้วอาจทำให้แพ้คดีความ แถมยังเป็นกรณีศึกษาให้เหล่าบรรดาศิลปินออกมาทำกันบ้างโดยไม่จำเป็นต้องแอบ อิงค่ายใหญ่ ในการเผยแพร่ผลงานของตนเสมอไป

ข้อมูลอ้างอิงจาก
นิตยสาร Question Mark ฉบับที่ 6

MrsJan
20 เม.ย. 49

19 เมษายน 2549

Bluetooh USB Dongle ภาค 1

ไม่กี่วันมานี้ผมได้สั่งซื้อ Bluetooh USB มาลองเล่นดู อุปกรณ์เป็น Bluetooth USB Dongle ของจีนแดง ชื่อรุ่น ES-388 เป็น usb version 2.0 นำมาทดลองใช้กับ Linux Ubuntu 5.10 ได้ผลดังนี้

ผมจะแบ่งการใช้งาน 2 ส่วน คือ ส่วนที่ใช้ต่อ net กับส่วนที่ไว้ส่ง file กับมือถือ

//สั่ง start bluetooh service ก่อน
$ sudo /etc/init.d/bluez-utils start

//ค้นหา Remote Device ผมใช้ Sony Ericsson T630 จะได้หมายเลข device และชื่อที่ตั้งในมือถือมา
$ hcitool scan
Scanning ...
00:0E:07:56:92:5D T630

// หลังจากนั้นไปเปิด bluetooth ที่มือถือ เรียก New Device มันจะทำการค้นหา พอเจอแล้วมันจะให้ใส่ pin ผมไม่รู้ว่าเคยตั้งเอาไว้ตอนไหน ถ้าจำไม่ได้เหมือนผมก็สามารถเข้าไปดูเบอร์ pin ได้ที่
$ cat /etc/bluetooth/pin

1. สำหรับการใช้ต่อ Net กับมือถือผ่าน GPRS คำสั่งเหล่านี้ต้องมี bluez-utils กับ bluez-pin ซะก่อนแต่ผมไม่ได้ลงเลยมันติดมาอยู่แล้ว

$ mknod /dev/rfcomm0 c 216 0

//สั่ง bind address ของ มือถือ หรือ modem
$ sudo rfcomm bind /dev/rfcomm0 00:0E:07:56:92:5D 1

//หมุน modem โทรศัพท์มือถือ
$ sudo pppd connect '/usr/sbin/chat -v ABORT "NO CARRIER" "" "AT&F" OK "AT+CGDCONT=1,\"IP\",\"INTERNET\",\"0.0.0.0\",0,0" OK "ATDT*99***1#" CONNECT' disconnect '/usr/sbin/chat -v ABORT "BUSY" "" "\K" "" "+++ATH"' /dev/rfcomm0 defaultroute noauth asyncmap 0 mtu 1500 mru 1500 noipdefault idle 600

* หลังจากคำสั่งนี้ มันก็จัดการต่อ gprs ในมือถือให้เรียบร้อย ตั้ง default gateway ที่ ppp0 ให้เรียบร้อยด้วย ถ้ายังออก net ไม่ได้ อาจต้องใส่ dns ก่อน ใน /etc/resolv.conf ให้ใส่ nameserver 203.146.237.237 ผมใช้ dns ตัวนี้ เอามาจากไหนจำไม่ได้แล้ว โทรศัพท์ที่ใช้ orange true move ปัญหาของตัวนี้คือผม ต่อไปได้ 2 นาทีก็ตัด ไว้ลอง option อื่นๆ ต่อได้แล้วจะเขียนต่อ

2. สำหรับการรับส่ง file กับมือถือ ผมใช้ gnome-bluetooth อันนี้ต้องลงโปรแกรมก่อนจึงจะใช้ได้

//การส่ง file ลองส่งรูปดู หลังจากนั้นก็กดรับที่เครื่อง file ก็จะส่งไปเรียบร้อย
$ gnome-obex-send -d 00:0E:07:56:92:5D Picture.jpg

//การรับ file ให้เปิด bluetooh file sharing แล้วจะปรากฏ icon สีฟ้าที่ task หมายความว่าพร้อมรับ file แล้ว
$ gnome-obex-server &

//ทีนี้ลองส่ง file ดู มันจะรับ file มาเก็บไว้ที่ home ของตัวเองเลย พอเอาลงเครื่องมันไม่ยักกะถาม confirm ก่อนแฮะ

อันนี้เป็นเบื้องต้นคิดว่ายังมี option อีกเพียบ แต่ตอนนี้อยากใช้แค่ไหนก็เล่นเท่านั้นครับ

MrsJan
19 เม.ย. 49

18 เมษายน 2549

วัน (ลา) หยุดยาวหมดลงแล้ว

เลือกตั้ง ส.ว. งวดนี้ถึงจะเตรียมตัวก่อนแต่ก็อดแฮะ เพราะ หลักฐานไม่ครบ หะหะ ส่วนจะไปเลือกใครก็ดูชื่อชั้นนามสกุลให้ดีๆ พวกตระกูลนักการเมืองจงคิดให้หนัก อย่าง สกุล ชิมไป บ่นไป ขอจงหลีกเลี่ยงดีๆ จะเลือกใครก็ดูประวัติสักนิดไม่ถึงกับต้องไปหาอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ ใครที่มีประวัติต่อสู้ทำงานเคียงข้างประชาชน ทำงานเพื่อประเทศชาติจริงๆ ก็นั่นหล่ะไม่ยากเลย แต่ทุกวันนี้ ส.ว. กำลังกลายพันธุ์เป็น ส.ส. จำพวกหนึ่งไปซะแล้วนี่ดิ น่าหนักใจ

ช่วงสงกรานต์ (ลา) หยุดยาว นั่งทำงานนอก ท่ามกลางความร้อนระอุและเสียงดนตรีเขย่าประสาท บวก Effect วิ๊ดว้าย ทุกๆ นาที งานที่ว่านั้นเป็นงาน Flash Presentation ตอนแรกก็ลองทำโดยใช้ OpenOffice Impress ดูก่อน เจ้า OpenOffice ตอนนี้ขึ้น Version 2 แล้ว ดูดีสวยงาม น่าใช้มากๆ ดูมาตรฐานกว่าเดิมเยอะ เหมาะมากแล้วเวลานี้ที่จะเปลี่ยนมาใช้แทน Ms. Office ส่วนข้อเสียที่ยังสู้ Ms. Office ไม่ได้ คือกิน Resource แต่ Hardware สมัยนี้แรงมากแล้ว ซื้อเครื่องใหม่ๆ มาตอนนี้ก็น่าจะใช้ได้ดีไม่มีปัญหา

งานที่ใช้ OpenOffice Impress ก็ใช้งานตอบสนองได้ดี แต่ติดตรงที่ว่า ถ้าต้องการ Animation เคลื่อนไหวต้องเปิดด้วยตัว Impress ของมันเองเท่านั้น ทำให้ไม่เหมาะถ้างานนี้จะต้องเอาไปฝากไว้กับคนที่ไม่มีความรู้เรื่อง Computer เลย เพราะชิ้นงานต้องเอาไปไว้ที่ห้องจัดแสดงพิพิธพัณฑ์เชียงราย ซึ่งง่ายๆ ควรจะเป็น .exe ตั้งไว้ที่ start up ของเครื่อง ให้เปิดแล้วขึ้นเลย ไม่ต้องทำอะไรมาก ฉะนั้น OpenOffice Impress ก็เลยตกไป

จริงๆ กะว่าจะหนีทำ Flash เพราะ อันดับแรก ไม่ชอบมันด้วยการที่มันไม่ใช่ Open Source และต้องใช้งานบน Windows เท่านั้น ส่วนอีกข้อ คือ พอเปิดดูแล้วเห็นตัว Timeline แล้วมันมึนๆ ขี้เกียจศึกษาว่ะ มีกลมๆ ทึบบ้าง กลวงบ้าง สี่เหลี่ยมกลวง เหลี่ยมว่างๆ เลื่อนไปมาได้ แล้วมี Symbol อีก อะไรก็ไม่รู้

สุดท้ายหนีไม่พ้นเลยกลับมาที่เดิม ตอนนี้ทำไปได้ส่วนนึงแล้ว ก็พอรู้โครงสร้างของ Flash บ้างแล้วว่าเป็นอย่างไร ขจัดโรคมึน Timeline ไปได้ แค่นี้ก็ถือว่าบรรลุจุดประสงค์ในการมาจับงาน Flash แล้ว

หมดงานนี้จะ เรียนรู้ Flash ในระดับสูงต่อไปก็คงจะไม่ทำต่อแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่าไว้อย่างแรกเป็นหลัก ด้วยเหตุผลที่ว่า มันไม่น่าจะใช่การพัฒนาที่ยั่งยืนสักเท่าไร

* จากรูปแสดงตัวอย่าง OpenOffice Impress

หากสนใจอ่านต่อได้ที่ OpenOffice.org

MrsJan
18 เม.ย. 49

16 เมษายน 2549

เทศกาลคลายร้อนกับโลกร้อน (Thai new year festival)

สำหรับที่เชียงรายนี้ สงครามได้ก่อตัวขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 11 ร้อนๆ อย่างนี้ เหมาะนักแล สำหรับเทศกาลสงกรานต์ สาดกระหน่ำ ปีนี้อากาศร้อนเหลือเชื่อจริงๆ ห้องที่อยู่ไม่มีระบายซะด้วย ร้อนตับแตกจริงๆ ต้องออกมาปูเสื่อนั่งทำงานหน้าห้อง ทำกับข้าวหน้าห้อง กินหน้าห้อง นอนหน้าห้อง ตกดึกค่อยยังชั่วเข้าห้องนอนเตียงได้

โลกร้อนขึ้นทุกปีๆ แบบนี้ ตัวเองจะได้แก่ตายหรือเปล่าก็ไม่รู้ ปัญหาจากความร้อนแบบบ้าคลั่งขนาดนี้ ตัวการใหญ่ๆ ก็คือมนุษย์ทั้งหลาย ที่ช่วยกันปล่อยสารพิษทำลายชั้นบรรยากาศกันอยู่ทุกวินาที ลองมองย้อนกลับไปที่ตัวมนุษย์อีกว่า อะไรทำให้มนุษย์โลกต้องช่วยกันยำโลกกันถึงขนาดนี้ เหตุผลนิดเดียวสำหรับมนุษย์จำพวกนั้น คือ ต้องการที่อยู่ในสังคมแคบๆ ที่ที่ผู้คนแย่งกันเข้าไป เพื่อไต่บรรไดชนชั้นขึ้นไปยืนในจุดสูงๆ ที่อาจจะทำให้ตัวเองหายใจได้สะดวกกว่าที่เป็นอยู่ โดยไม่สนใจว่าโลกที่อาศัยกันอยู่นี้นั้นเป็นของมนุษย์ทุกๆ คน

อันที่จริงแม้แต่ตัวผมเองก็มีส่วนทำลายโลกนี้ไปไม่น้อย ถึงแม้จะพยายามลดการใช้ขยะมีพิษไปได้บ้าง เช่น ลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติค แต่เอาเข้าจริงๆ พอมองไปรอบตัว "เฮ้ย นี่มันขยะมีพิษทั้งนั้นเลยนี่หว่า" หรือว่ามันจะเป็นชะตากรรมของโลกสีเขียวใบนี้กันหนอ

MrsJan
16 เม.ย. 49

15 เมษายน 2549

เดินหน้ากันต่อเถอะ (Go Ahead)

ที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับการเมืองมาติดๆ กันนั้น เป็นเพราะเพิ่งจะได้มาเขียน blog ในช่วงเดือนที่ผ่านมานี้เอง เพราะก่อนหน้านี้บ่นเรื่องการเมืองปัญญาอ่อนกับตัวเองมามาก แต่ไม่ได้บ่นให้คนอื่นฟังด้วยบนเนื้อที่สาธารณะแบบนี้ ทำให้มีเรื่องที่บ่นกับตัวเองที่ผ่านมา มาลงมากซักหน่อย ประจวบเหมาะกับสถานการณ์การเมืองที่เข้มข้นด้วย

ถึงตอนนี้ก็จะบอกกับตัวเองว่า ปล่อยการเมืองให้เป็นไปตามทางที่มันจะต้องเป็นเถอะ หันมาคุยเรื่องการพัฒนาในแบบฉบับของตัวเองกันต่อจะดีกว่า แต่ข่าวสารก็ยังตามอยู่ ไม่ได้หันหลังให้กับมันอย่างสิ้นเชิง เพราะไอ้คนอย่างเรามันทำไม่ได้หรอก กิเลศมันเยอะ หลายคนคงจะเข้าใจผิดคิดว่าเราว่าบ้าการเมือง ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่

เรื่องการเมืองก็ปล่อยให้เด็กๆ ในห้องราชดำเนิน เค้าทะเลาะกันต่อไป เราหันมาทำอย่างอื่นที่ตัวเราเองคิดว่าเป็นการพัฒนาที่แท้จริงกันต่อดีกว่า แต่ถ้าการเมืองมันมีเรื่องอะไรที่มันขัดหูขัดตาอีก ก็ต้องได้บ่นกันต่ออีกแน่นอน แต่ก็แค่สั้นๆ เท่านั้น

MrsJan
15 เม.ย. 49

14 เมษายน 2549

จากคนจนเหมือนกัน ภาค 2

ยังอีกหลายเรื่องที่เราคนจนรู้ทันพวกนักการเมือง แต่เราไม่มีอำนาจพอที่จะไปบังคับให้พวกเขากลับเนื้อกลับตัวมารับใช้พวกเรา ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งนี้เพราะพวกเรามักจะถูกทำให้ต้องแบ่งแยกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย เพื่อง่ายแก่การปกครอง ทั้งการมอมเมาจากสื่อต่างๆ ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งในความฝัน ว่าความยากจนของพวกเราเกิดมาจากกรรมเก่า ชาติก่อน เกิดจากความเกียจคร้านของพวกเรา พวกเราไม่มีทางช่วยเหลือตัวเองได้ นอกจากรอให้มีเทวดามาช่วยเป็นครั้งคราวไป หรือไม่ก็ก้มหน้ารับกรรมไป ชดใช้กรรมให้หมดสิ้น ทำบุญเข้าไว้เผื่อว่าชาติหน้าจะได้ไม่เกิดมาจน ท่านนายกฯทักษิณมีบางคนบอกว่าเป็นอัศวินควายดำ จะมาจัดการปัญหาความยากจนให้หมดไป พวกเราก็รอแล้วรอเล่า ทะเบียนคนจนก็ลงไว้ตั้งนานแล้ว ค่าชดเชยเขื่อนที่รอมา 30 ปีบ้าง 20 ปีบ้าง ก็ไม่เห็นจ่ายให้ ปัญหาที่ดินทำกินจะแก้ให้ พวกเราก็ไปชี้บอกว่าที่ตรงนี้เป็นของนายทุนต่างชาติมาเช่าไว้ผิดกฎหมาย หมดสัญญาเช่านานแล้ว ก็กลับเอาตำรวจมาจับพวกเราว่าก่อความวุ่นวาย จับพี่น้องเราที่ลำพูน ตัดต้นลำไยที่เขาปลูกไว้ ตั้งข้อหาบุกรุก และข้อหาอื่นๆ 50 ข้อหา กะว่าจะขังจนตาย พี่น้องภาคใต้หาข้อมูลเรื่องที่ดินนายทุนหมดสัญญาเช่าเป็นแสนๆ ไร่ แทนที่จะยึดที่กลับคืนมาจัดสรรให้คนยากไร้ กลับสลายการชุมนุมจับถอดเสื้อไพล่หลังให้นอนราบกับพื้น บางคนถูกท็อปบู๊ตกระทืบปางตาย แกนนำถูกจับดำเนินคดีนับสิบข้อหา พี่น้องบ้านกรูด บ่อนอก ต่อต้านโรงไฟฟ้ามหาภัย ถูกไล่ยิงไล่ฆ่า ท่อก๊าซมาเลเซียพลังไทยเพื่อใคร เพื่อความร่ำรวยไม่รู้จักพอของใคร

ม าบัดนี้ เราคนจนถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายที่อยู่สวนจตุจักร กับฝ่ายที่อยู่ถนนราชดำเนิน แม้เราจะจนเงิน ก็ไม่ควรจนปัญญา ขอให้ท่านวิเคราะห์ให้ดี นโยบายและคำสั่งอะไรบ้างของรัฐบาลที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานของเราได้ ให้พวกเราคนจนสามารถพึ่งตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรีตลอดไป ไม่ใช่เป็นทาสในระบบอุปถัมภ์ ที่จะต้องรอคอยเศษเงินที่จะหล่นลงมาบ้างเป็นบางคราว และชีวิตที่เหลืออยู่ก็ต้องทุกข์ทรมานด้วยโซ่ตรวนของนายทาส ที่จะปลดแอกเมื่อวันสิ้นลมเท่านั้น

พี่น้องคนจนที่สวนจตุจักรที่รัก เราไม่โทษพวกท่านส่วนใหญ่ที่ถูกความเชื่อผิดๆ และระบบพรรคพวกพากันมา แต่เราขอเตือนบรรดาแกนนำที่เราก็รู้จักกันดี เพราะท่านรู้ดีว่ากำลังทำอะไรอยู่ ถ้าท่านจะยังคงสนับสนุนระบอบทักษิณูปถัมภ์ ก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าท่านจะก้าวล้ำเส้น ถึงขั้นพาพี่น้องมาเข่นฆ่ากันเอง ด้วยวิธีการของท่าน ก็จงจำไว้ว่า จะไม่มีคืนไหนเลยที่ท่านจะนอนหลับสบาย โดยไม่มีภาพแห่งความทารุณโหดร้ายที่ท่านก่อขึ้นเองตามมาหลอกหลอนทุกคืน นายทักษิณ ชินวัตร หมดความชอบธรรมที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยหนี้เลือด หนี้ชีวิตที่ก่อขึ้นไว้กับคนจนอันมหาศาลทั่วประเทศ ไล่นายกฯยังไม่หนักเท่าพวกเราคนจนทั้งมวลจะตื่นตัวรู้ทัน เกิดปัญญาที่จะรวมตัว ปรับเปลี่ยนโครงสร้างสังคมอันยุติธรรมนี้ได้อย่างไร ทำอย่างไรคนจนอันไพศาล จะกลายเป็นคลื่นยักษ์โถมซัดชายฝั่ง ปรับเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองใหม่ ที่เราผู้ยากไร้ทั้งมวลจะสามารถกำหนดชะตากรรมของตนเองได้

ภาพข่าวจาก
www.matichon.co.th

MrsJan
14 เม.ย. 49

13 เมษายน 2549

ชื่อลูกเพิ่มเติม

วันไหนนึกขึ้นได้ก็คุยกันเรื่องตั้งชื่อลูก วันนี้ได้ชื่อที่ไม่ได้รับเสียงคัดค้านและตัวเองก็ชอบด้วย เราจะให้ใช้ชื่อว่า "นำทาง" ถ้ามีดีกว่านี้ก็ค่อยเปลี่ยน หึหึ ;)

ว ันนี้เลยฝากเรื่องเขียนล่วงหน้าไว้ 3 วัน จริงๆ ที่นี่ไม่มีวันหยุดนขตฤกษ์ แต่ขี้เกียจผจญฝนเทียมเลยลาช่วงหยุดยาวนี้ไปนอนเล่นกับทำงานนอกดีกว่า

MrsJan
13 เม.ย. 49

12 เมษายน 2549

Google Talk By Gaim

เห็นเค้าใช้ google talk กันก็เลยลองบ้าง นับว่า google มองการณ์ไกลและรู้จักต่อยอดการพัฒนา โดยใช้ protocal Jabber ในการติดต่อ ไม่จำเป็นต้องพัฒนา protocal เป็นแบบของตัวเองเพิ่มอีกอันหนึ่งให้มันปวดหัว

ซ ึ่ง Jabber มีอยู่แล้วใน Gaim คราวนี้ก็สบายมากเหลือแค่ config ให้มันใช้ได้ก็พอ ครั้งแรกที่ต่อติด gaim มัน crash หายไปเลย การติดต่อจะยากพอสมควรต้องต่อหลายครั้งกว่าจะติด แต่ที่ๆ ผมอยู่ internet ช้าอยู่แล้วทำให้ต่อติดยาก แต่พอติดแล้วจะไม่เคยหลุดเลย ไม่เหมือนกัน msn ต้องต่อใหม่วันละไม่รู้ตั้งกี่หน

วิธีการก็ไม่มีอะไรก็ตามรูปนั่นหละ

ข้อมูลจาก
Google

MrsJan
12 เม.ย. 49

09 เมษายน 2549

พาดหัวช่องเล็กๆ

ข่าวคราวการฆ่ากันตายในปัญหา 3 จว. ชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจนเรียกได้ว่าตอนนี้ไม่มีใครให้ความสนใจสักเท่าไร มีการฆ่ากันตายเกิดขึ้นแทบทุกวันหรือทุกวันไม่ค่อยแน่ใจ สงสัยว่าตอนนี้ยังมีใครเป็นคนดำเนินการเรื่องพวกนี้อยู่บ้าง จากข่าวคราวเหมือนถูกปล่อยให้ปัญหาลอยเคว้งไม่มีใครสนใจดูแล แล้วน้ำหนักตอนนี้ก็ดันมาตกที่เรื่องของคนบ้าเพียงคนเดียว แต่ก็เพราะไอ้คนๆ เดียวกันนี่แหละ ที่ชอบส่งสัญญาณให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตั้งแต่ 3 จว. ชายแดนใต้ จนตอนนี้วุ่นวายกันไปทั้งประเทศ จนประเทศจะแบ่งเป็น 3 ก๊กอยู่แล้ว มีจุดศูนย์กลางความขัดแย้งอยู่ที่ภาคกลางกรุงเทพมหานคร ถ้าภาคใต้แบ่งอีก 2 ก๊ก ก็เป็น 4 ก๊ก ไปโดยปริยาย

ปัญหา 3 จว.ชายแดนใต้ ส่วนหนึ่ง (หรือส่วนใหญ่) เกิดจากรัฐบาลชุดนี้ ทั้งส่งสัญญาณผิดๆ แบ่งแยก ประเมินสถานการณ์ผิดพลาดตลอดเวลา จากผู้ก่อความวุ่นวายเพียงไม่กี่คน ตอนนี้ดูเหมือนจะขยายปัญหาและวงกว้างออกไป ทั้งการกล่าวหาปอเนาะเป็นแหล่งปลูกฝังการก่อการร้าย จับโต๊ะครู การออกพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินที่ล่อแหลม แล้วทำเป็นเท่ห์ว่าหากเกิดอะไรขึ้นจะขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ไม่รู้ว่าตอนนี้ได้รับผิดชอบอะไรไปแล้วบ้าง แต่จะให้รับผิดชอบอะไรล่ะ เพราะว่าคนทำผิดมันไม่ยอมรับว่าตัวเองผิดจะให้ทำอย่างไรได้

นายคนนี้ เป็นคนที่อ่อนหัดทางการเมืองอย่างรุนแรง โง่แล้วอวดฉลาดซ้ำซาก ไม่เคยศึกษาประวัติศาสตร์ ไม่เคยเชื่อในประชาธิปไตย เชื่อฟังแต่ทหารสายเหยี่ยว (ที่ปัญญาทึบพอกัน) เพราะตัวเองก็เชื่อมั่นในอำนาจการจัดการอย่างเด็ดขาดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จะแก้ไขที่ตัวคนตอนนี้มันสายเกินไปแล้วเพราะ Paradigm แบบคนอย่างทักษิณมันฝังลึกแล้วอยู่ในตัวของเขาเอง

เฮ้ย เฮ้ย เฮ้ย อั๊วเป็น CEO นะเว้ย พวกเอ็งอย่ามาทำเป็นรู้มาก เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย (ดี ไปสู่ความชิบหาย)

MrsJan
09 เม.ย. 49

08 เมษายน 2549

ตั้งชื่อลูกไม่ได้สักที

ผู้หญิง ผู้ชายก็ไม่รู้ ชื่อที่คิดกันมาก็ตกลงกันไม่ได้สักที ถ้ามีลูกสาวดูเหมือนจะได้ชื่อ เฌอเอม ที่ภรรยาคิดมานานแล้วดูเหมือนว่าจะชอบเหลือเกิน แต่มาลองคิดดูถ้าชื่อเล่น ชื่อ เอม จะกลายเป็นพิณทองทาไปเสียฉิบ คาดว่าจะไม่เป็นมงคล

ตอนสมัยเ รียนเคยคิดได้ชื่อนึงชื่อ "ทรราช" เป็นชื่อที่ไพเราะน่าฟังดีแต่ไม่เป็นมงคลสักเท่าไร แต่ยังไง "ทรราช" ก็น่าจะเป็นมงคลและไพเราะกว่าชื่อ "ทักษิณ" เป็นไหนๆ

ผมคิดต่อไปเรื่ อยๆ ได้ชื่อ "ชีวิต" "วิญญาณ" "สวนครัว" แต่คุณแม่มันไม่เอาซักชื่อนี่ดิ คิดยาก ปวดหัวเจง สงสัยจะได้ชื่อ "สมชาย" ซะละม้างง

MrsJan
08 มี.ค. 49

07 เมษายน 2549

จากคนจนเหมือนกัน ภาค 1

พวกเราก็เป็นคนจนเหมือนกัน พวกเรายากจนจากการพัฒนาที่ผิดพลาดมาโดยตลอดของรัฐบาลหลายสมัย รวมทั้งโครงสร้างของสังคมเศรษฐกิจอันเหลื่อมล้ำ ที่ไม่เคยได้รับการแก้ไข มีแต่ทำให้กลายเป็นโครงสร้างของความรุนแรงในการเอารัดเอาเปรียบมาขึ้น เราก็เกิดและเติบโตมาบนแผ่นดินเดียวกับท่าน บนที่ราบสูงที่มีแม่น้ำสีครามไหลผ่าน ยังจำได้เมื่อตอนท่านกับเราพบกันในการชุมนุมของสมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสา น ซึ่งสมัยนั้นยังไม่มีการแตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า เราต่อสู้ร่วมกันเพื่อเรียกร้องค่าชดเชยจากการสร้างเขื่อน (พวกเอ็นจีโอมองว่าเขื่อนในประเทศไทยหลายพันแห่งทั้งเล็กทั้งใหญ่ ไม่มีเขื่อนไหนที่จ่ายชดเชยให้ผู้เสียสละได้อยู่ดีกินดีเหมือนตอนก่อนสร้าง เขื่อน ดูกรณีแม่ไฮ ขันจันทา ก็ได้)

เราร่วมชุมนุมกันท่ามกลางแดดร้อนของเรา แต่ก็ไม่ได้รับความเห็นใจจากรัฐบาลเลย ทุกรัฐบาลพูดเหมือนกันหมดว่าพวกเราเป็นม็อบรับจ้าง เพื่อหลีกเลี่ยงการยอมรับปัญหาของพวกเรา ยังพี่น้องที่อยู่ในเขตที่ทางการประกาศทับ ไม่ว่าจะเป็นป้ายยี่ห้ออะไรก็ตาม เช่น เขตอุทยานแห่งชาติ ป่าสงวน ที่ราชพัสดุ ที่สาธารณประโยชน์ แต่ไม่เคยทับที่นายทุน พวกเราถูกขับไล่อพยพออกเป็นว่าเล่น ไม่ว่าจะอยู่บนดอย ที่ราบ หรือเกาะกลางทะเล

พวกเราไม่ได้ยากจนเพราะไม่มีเงิน แต่ยากจนเพราะถูกขับไล่ออกจากบ้าน และแหล่งทำมาหากินของพวกเราเอง พวกนายทุนขนไม้ออกจากป่าเป็นคันรถ พวกเราได้แต่ยืนดูตาปริบๆ แต่ถ้าพวกเราจะไปหาฟืน หน่อไม้ ผักบ้านต่างๆ จะถูกจับกุมราวกับเป็นอาชญากรทันที พี่น้องบนดอยถางไร่เพื่อปลูกข้าวพอเลี้ยงครอบครัว เจ้าหน้าที่ป่าไม้ใส่ชุดพรางก็ไล่จับไล่ยิงเหมือนพรานล่าเหยื่อ แต่พวกนายทุนโดยเฉพาะคนที่ใกล้ชิดนักการเมืองสามารถมีที่ดินบนดอยได้เป็นหมื ่นๆ ไร่ สร้างรีสอร์ทหรูหรา อ้างว่าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว พวกเราไม่มีจะกิน ส่งลูกหลานเข้าเมืองไปขายแรงงาน รัฐบาลก็มักจะยอมให้นายทุนหน้าเลือดทั้งหลายขูดรีดอย่างแสนสาหัส ในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ร่างกายของพวกเรารับสารพิษเข้าไปมากมาย เราอายุ 30 ปี แต่เหมือนกับคนอายุ 50 ปี ร่างกายทรุดโทรม ถูกนายจ้างไล่ออก ไม่มีการจ่ายค่าทดแทนใดๆ เพราะไม่มีกฏหมายบังคับให้นายจ้างต้องทำอย่างนั้น แรงงาน 1 ในล้านของพวกเราเท่านั้นที่เจอนายจ้างที่ดีเปี่ยมด้วยเมตตาธรรม

สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราในโรงงานจำนวนมากหรือแหล่งก่อสร้างต่างๆ ไม่ต่างอะไรกับนรกบนดิน นายจ้างเบี้ยวค่าแรง พวกเราถูกโยนออกจากห้องเช่า ค่าเสื้อวินมอเตอร์ไซต์ตัวหนึ่งหลายหมื่นบาท ค่าไฟฟ้า น้ำประปาในที่อยู่อาศัยแบบชุมชนแออัดของพวกเรา แพงกว่าพวกที่อยู่บ้านจัดสรร ถ้ามีลูกออกมา เราก็ไม่รู้ว่าจะเลี้ยงดูเขาเองหรือจะส่งไปอยู่กับปู่ย่าตายาย ที่ก็ดูแลตัวเองไม่ค่อยไหวแล้ว

รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยบอกว่าส่งเสริมเก ษตรกรให้อยู่ดีกินดี แต่เราเห็นแต่บริษัทซีพีใหญ่ขึ้น แตกสาขาไปทั่ว ปู ปลา กุ้ง หอยในแม่น้ำหมดไป เพราะการสร้างเขื่อนปิดกั้น และให้โรงงานปล่อยน้ำเสียลงไป เหลือแต่กระชังของซีพีอยู่ได้ คนหาปลาหลายหมื่นครอบครัวในลำน้ำต้องอพยพเปลี่ยนอาชีพ เหลือเจ้าของกระชังปลาไม่เกินร้อยราย เป็นอย่างนี้ทั่วประเทศ ที่เรารู้ก็เพราะเวลาชุมนุมผู้เดือดร้อนจากหลายจังหวัดทั่วประเทศมาเจอกัน ก็พูดอย่างนี้เหมือนกันหมด พี่น้องหลายจังหวัดทั้งภาคเหนือ อีสาน ใต้ เลิกปลูก หอม กระเทียม เลิกทำไร่ ทำสวนผลไม้ ไปเป็นจำนวนมาก เพราะเจ๊งหมด ราคาพืชผลคนปลูกไม่ได้กำหนด การต่อรองที่เสียเปรียบแบบนี้มีมานานหลายสิบปี ไม่เคยเห็นรัฐบาลไหนแก้ได้ อ้างราคาตลาดโลก อ้างกระทบการลงทุน อ้างการค้าเสรี กฟผ. สร้างโรงไฟฟ้าทั่วประเทศ สำรองไฟมหาศาล จนเป็นหนี้ท่วมแล้วไปโยนไว้ในค่า FT พวกเราจ่ายจนอ่วม พี่น้องที่เป็นผู้เสียสละให้เข้าสร้างเขื่อน สร้างโรงไฟฟ้า ผลิตไฟ แต่ไม่มีปัญญาใช้ไฟ เพราะถูกอพยพไปเป็นขอทานในที่ดินคนอื่น แต่พนักงาน กฟผ.ใช้ไฟฟ้าพรีตลอดชีวิต โบนัสเงินเดือนกินกันจนอิ่มหมีพีมัน แล้วยังจะขายกิจการให้ต่างชาติผ่านการแปรรูป เพื่อหวังเพิ่มมูลค่าหุ้นที่ถืออยู่ ทรัพย์สินพวกเราแท้ๆ พวกโจรเสื้อนอกปล้นไปขายกินอย่างหน้าด้าน

ภาพข่าวจาก
www.matichon.co.th

MrsJan
07 เม.ย. 49

05 เมษายน 2549

"~เว้นวรรค เว้นวรรค เว้นวรรค~"

ได้รับโทรศัพท์ 2 สาย สายหนึ่งผมโทรไปถามผลเลือกตั้ง ตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย. มาจนวันนี้วันที่ 4 ผลเลือกตั้งใช้เวลา 2 วันเพิ่งจะเดินทางมาถึงได้ความว่า "เว้นวรรคแล้ว" ส่วนอีกสายเป็นผู้ชมจากทางบ้านนี่เอง กลัวว่าเราจะปล่อยไก่ บทความ Out Date ออกมาเพราะไม่มีสื่อ Real Time อย่าง วิทยุ โทรทัศน์ ดู

หึหึ แต่อย่าดูถูกไปวันนี้ผมได้รับพัสดุสั่งมาจากเว็บไซต์เป็น USB Bluetooth อันละ 360 บาท อุปกรณ์ชิ้นนี้ทำให้ผมเข้าสู่โลก Internet ได้ทุกเวลาแล้ว โย่ว (แต่เมื่อจำเป็นเท่านั้น เพราะไม่มี Package เหมาจ่าย ต้องจ่ายตามจำนวน Transfer แต่จริงๆ ก็ซื้อมาเล่นตัว Bluetooth มากกว่า ไม่ได้อยากเอามาต่อ Net อะไรหรอก)

แต่อันที่จริงไม่ต้องห่วงว่าจะมีบ ทความ Out date เพราะถึงอย่างไรบางอันก็มี Out date อยู่แล้วเพราะเขียนไว้ล่วงหน้าประจำตอนนี้มี Spare เก็บไว้แล้วถึง 1 สัปดาห์ เขียนไปเรื่อยๆ ก็อาจจะเก็บได้เป็นเดือน เพราะว่ามือมันอยู่ไม่ค่อยนิ่ง

เข้าเรื่องเว้นวรรคดีกว่า "~เว้นวรรค เว้นวรรค เว้นวรรค~" (เพลงของแอ๊ด ไม่เคยฟังหรอกเคยเห็นแต่เนื้อเพลง) อันที่จริงข่าวนี้ไม่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจสักเท่าไร เพราะข่าวปล่อยมันมีมาก่อนหน้าหลายวันแล้ว และข่าวปล่อยก็มักจะเป็นจริงเสมอในไม่ช้า แล้วอย่าไปเชื่อพวกนักการเมืองทั้งหลายที่บอกว่า "ยังไม่ทราบ เป็นแค่ข่าวลือ ยังไม่มีเรื่องอย่างนี้หรอก คงไม่หรอกนะ" เชียว พวกนี้มันโกหกได้ทุกวัน จนเป็นนิสัย ไม่รู้สึกละอายอีกต่อไปแล้ว

ถึง แม้จะประกาศไม่รับตำแหน่ง แต่ก็ยังไม่วายจ้อ 16 ล้านเสียง (คะแนนที่ได้รับเลือกในระบบบัญชีรายชื่อ) ที่ตัวเองก็รู้อยู่แก่ใจว่า ตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวเลขที่มาจากระบบอุปถัมภ์ ความพึ่งพิงและความปลอดภัยและการได้รับความดูแลจากหัวคะแนน หรือที่เค้าเรียกว่าคะแนนจัดตั้ง ถ้าไม่อายปากหรือหลอกตัวเองก็พูดต่อไปเถอะครับว่า ยังมีคนไว้วางใจอีกตั้ง 16 ล้านเสียงซึ่งเกินครึ่ง!! เพราะบรรดาคะแนนเหล่านี้ส่วนใหญ่ที่มาจากการจัดตั้งนั้น คนพวกนี้พร้อมที่จะเปลี่ยนไปเลือกพรรคใหม่ๆ ได้เสมอ ให้กับพรรคที่ได้ให้ความพึ่งพิงแก่พวกเค้าอีกได้ในภายภาคหน้า ไม่ใช่เพราะความนิยมชมชอบหรือประชาชนยังไว้วางใจพรรคไทยรักไทย เกินครึ่ง!! อะไรอย่างที่กล่าวอ้างหรอก

การประกาศไม่รับตำแหน่งในคราวนี้นั้น จะเลือกใครมาเป็นตัวแทนต่อ ตอนนี้คงไม่มีใครเกิน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เนื่องด้วยว่าประวัติที่ผ่านมาในสายตาประชาชนยังสะอาดอยู่ อีกทั้งได้รับการยอมรับจากคนในพรรค ไม่เหมือนกับ โภคิน ชิดชัย สุดารัตน์ ที่แสดงท่าทีเป็นสัตว์เลี้ยงที่น่ารักของเจ้านายเสมอมา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า สมคิด ยังคงเป็นผู้ที่ทำงานใกล้ชิดอยู่กับทักษิณอย่างมาก อาจไม่เหมาะสมอยู่ดีที่จะเป็นตัวกลางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ฝากถึงท่า นหัวหน้าพรรคว่าควรจะคิดไตร่ตรองดูด้วยตัวเองได้แล้วนะครับว่า สถานการณ์เป็นอย่างไรอย่าเอาแต่ฟังพวกสุนัขรับใช้ที่คอยเห่าหอนอยู่ข้างๆ แม้กระทั่งก่อนนอนก็ยังมีนายหญิงเป่าหูอยู่ ตลอดเวลา

ฝากถึงบรรดาเหล ่า ส.ส. ที่ได้รับเลือกเข้ามาแล้วได้คะแนนน้อยกว่าคะแนนไม่ออกเสียงแบบถล่มทลายนั้น ยังคิดกล้าที่จะนั่งเสนอหน้าอยู่ในสภาได้อยู่อีกหรือครับ

ฝากข้อความข่าวประกอบภาพ
" ภายหลังแถลง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โน้มคอนายสุริยะมากอดเป็นคนแรก ทำให้นายสุริยะถึงกับร้องไห้ออกมา ส่วนคุณหญิงพจมานน้ำตาคลอเบ้า ขณะที่ น.ส.พิณทองทา และน.ส.แพทองธาร ลูกสาวร้องไห้โฮ หลังจากนั้น เวลา 20.55 น. พ.ต.ท.ทักษิณพร้อมครอบครัวออกจากทำเนียบรัฐบาล เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า วางตัวใครเป็นนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ตอบ แต่หันไปบอกคนขับรถขอขับเองกลับบ้านพักซอยจรัญสนิทวงศ์ 69"

ฝากเพลงประกอบภาพ
"~ปากแดงๆ จะไว้ใจได้ก่าาาาา~ ตาแดงๆ จะไว้ใจได๊ก๋า ~~"

ภาพข่าวจาก
www.matichon.co.th

MrsJan
05 เม.ย. 49

แผลร้อนใน

ภรรยาเลือดจางนิดหน่อย ทุกวันนี้เลยบำรุงเลือด ด้วยเครื่องใน ตับ ม้าม ผักธาตุเย็นก็ไม่ค่อยได้กิน ต้องกินแต่ผักร้อน เช่น คะน้า บร็อคโคลี ปวยเล้ง ผักชี ดอกกูช่าย ทำให้คนอยู่ด้วยก็ต้องพลอยกินตามไปด้วย ปรากฏว่า 2-3 วันมานี้ เลยเป็นแผลร้อนในเลย ซวยฉิบ เจ็บมากๆ

MrsJan
05 มี.ค. 49

04 เมษายน 2549

วีรสตรีสีลม (Heroine)

กุหลาบไร้หนามถูกส่งออกตามรายทางที่รักษาการณ์ผู้นำเดินผ่าน แม่ค้าสีลมผู้อัดอั้นและทนไม่ได้ต่อภาพลวง เมื่อรู้ว่าสบโอกาสจึงได้เปล่งเสียงอย่างไม่ลังเลว่า "... ออกไป" ความกล้าหาญลักษณะนี้ถ้าไม่แน่จริง ทำไม่ได้อย่างเด็ดขาด ปรากฏการณ์ที่ยากที่จะเกิดขึ้นได้ในขณะที่มีการจัดฉากทุกฝีก้าวที่ท่านผู้นำ เดินผ่าน

อย่าว่าแต่นายกรัฐมนตรีเลย สำหรับคนเดินดิน เวลาพบเหล่าบรรดาข้าราชการเวลาติดต่อราชการ ยังต้องคอยพินอบพิเทา รัฐมนตรี นักการเมือง ขาใหญ่เดินไปไหนก็ต้องมีคนยกมือไหว้ นอบน้อม แต่นี่ถึงขั้นระดับนายกรัฐมนตรี เกิดเหตุการณ์ชาวบ้านหาเช้ากินค่ำ ตะโกน ด่าไล่ ไม่ไว้หน้า ไม่เห็นหัว ขนาดนี้แล้ว รู้สึกอย่างไรบ้างเพราะนี่คือของจริงไม่ใช่การแสดง

"เจ๊ไก่หญิงไทยยุคสองห้าสี่เก้า ผู้ตะโกน Get Out เถอะอ้ายบ้า
ต่อหน้านายแม้วโจรพารา บริเวณหน้าละลายทรัพย์เสียงคับซอย
ยังแดกลาดหน้าได้ลงหรือมึง อ้ายทะลึ่งขายชาติหน้าเหมือนหอ
เหลี่ยมสำลัก ลายจึงหักเ หลือแต่ตอ หน้าเคยหม้อหมดสภาพตายจากพลัน"

นี่แหละคือ Reality ของจริง

เนื้อเพลงและรูปจาก
www.manager.co.th

MrsJan
04 เม.ย. 49

"ขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น" (I'm really sorry)

กรณีม็อบที่เชียงใหม่ ล้มปราศรัย พรรคประชาธิปปัตย์ ม็อบคาราวานคนจนปิดล้อม คมชัดลึก ไปจนถึงม็อบพันธมิตรปิดล้อม กกต. สถานการณ์เริ่มเข้าสู่ความรุนแรงและแตกแยกมากขึ้นทุกขณะ ต่างฝ่ายต่างใช้อภิสิทธิ์ กักขัง หน่วงเหนี่ยว ละเมิดสิทธิ์ บุกรุก แบบว่ากฏใช้หมู่ที่เริ่มจะไม่เคารพซึ่งกันและกันแล้ว

เหตุการณ์ที่เก ิดขึ้นที่เชียงใหม่ จะสร้างความแตกแยก ร้าวลึกอย่างหนักแน่นอน ระหว่าง คนตรัง ถึง คนเชียงใหม่ คนใต้ ถึง คนเหนือ จนกระทั่งลามไปถึงระดับภาคนิยมได้ ซึ่งคาดว่าได้เกิดขึ้นมานานแล้วและหนักหน่วงยิ่งขึ้นไปอีก

ผมเชื่อมั ่นเป็นอย่างยิ่งว่าม็อบที่เชียงใหม่นี้เป็นม็อบจัดตั้งของนักการเม ืองท้องถิ่นในเชียงใหม่ พวกลิ่วล้อที่ออกมาทำงานให้นายนี่ ช่างขยันทำงานกันจริงๆ แต่พอเหตุการณ์แย่ๆ เหล่านี้เกิดขึ้น บรรดานายๆ จะไม่รู้เรื่องและไม่เคยรับรู้ตลอดเวลา กล่าวได้แต่เพียงคำเดียวว่า เสียใจ คำว่า ขอโทษ ไม่มีหลุดออกจากปาก ทั้งที่ต้นสายปลายเหตุของเรื่องคือตัวพวกท่านแท้ๆ ที่คอยหล่อเลี้ยงคนพวกนี้เอาไว้คอยให้หญ้าให้น้ำตามเวลาไม่เคยขาดอยู่เสมอ ถึงได้ภักดีถึงเพียงนี้แต่หารู้ไม่ว่าจะทำให้ เจ้านายเจ๊งเอาง่ายๆ ด้วยความเขลาของตัวเอง

MrsJan
04 เม.ย. 49

03 เมษายน 2549

หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ไม่ว่าจะใครหรือฝ่ายไหนก็ตาม โดยเฉพาะฟากอำนาจรัฐ ถนัดกันเหลือเกินกับการฟ้องร้องข้อหา หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คนพวกนี้ชอบยกจุดนี้มาโจมตีเพราะต่างรู้ดีว่า ถ้าอาศัยจี้จุดไม่พอใจของพสกนิกรชาวไทย ที่ไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องสถาบันพระมหากษัตริย์ได้อย่างเด็ดขาดนั้นจะได้ผลเส มอ ทำกันมาแต่โบราณกาลจนบัดนี้ก็ยังไม่เคยเปลี่ยน

ปากพร่ำบอกเพื่อในหลวงๆ อย่าไปทำอะไรให้ระคายเบื้องพระยุคลบาท แล้วปกติพวกท่านเคยสนองพระราชดำรัสหรือมองเห็นหัวพระองค์ท่านบ้างหรือไม่ หรือเพื่อหลอกใช้จิตศรัทธาของประชาชนเป็นเครื่องมือทางการเมืองอยู่ร่ำไป ไม่ได้สนใจเลยว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั่นแหละที่เป็นการแอบอ้างและเป็นการระคายเ บื้องพระยุคลบาทอย่างยิ่ง

ล่าสุดจัดตั้งม็อบล้อมคมชัดลึกร่วมใจกันฟ้อง คมชัดลึกกับนายสนธิ พร้อมใจกันฟ้องกันทั่วประเทศ แถมประกาศว่าจะทำงานกันอย่างรวดเร็วเสียด้วย ตีปีกกันพั่บๆ ดำเนินการด้วยความรวดเร็วฉับไว ก่อนนี้ก็เป็น นิตยสาร "ฟ้าเดียวกัน" ในข้อหาเดียวกันนี้ โดยกล่าวอ้างว่า "ได้ลงโฆษณาข้อความอันอาจจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชา ชน" (เบื่อ)

เมื่อไรจะเลิกสักทีกับการเมืองแบบภูธรที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ คนไทยเดือดร้อนเพราะมันแสดงถึงระดับสติปัญญาของประชาชนเจ้าของประเทศด้วยที่ มีชนชั้นนำพฤติกรรม Stupid แบบนี้

MrsJan
03 มี.ค. 49

02 เมษายน 2549

ช่องทางความรู้ของคนมีรายได้น้อย

วันนี้ตื่นสายเป็นปกติของวันหยุด ลุกขึ้นมาสิ่งแรกที่ต้องทำคือทำกับข้าว เมนู ไข่ชะอม กับ ผัดม้าม โรยผักชีหนักๆ เพิ่มเลือด (อีกแล้ว) หนักมือไปหน่อยไม่รู้ว่าในเนื้อหมูหมักซีอิ๊วเอาไว้แล้ว เลยเจอเกลือกับซีอิ๊วไปอีกรอบ ปรากฏว่า ไข่สุกไม่ทั่วกัน ม้ามเค็มปี๋ แต่ก็ไม่มีปัญหาในการกินแต่อย่างใด แค่บ่นนิดหน่อย

เสร็จแล้ววันนี้เลยคิดไว้แล้วว่าจะไปนั่งอ่านหนังสือที่ห้องสมุดประชาชน พูดถึงห้องสมุดประชาชน ผมได้ลืมมันไปนานแล้วว่าแหล่งที่จะทำให้เราได้เลือกอ่านหนังสือฟรีๆ นอกจาก Internet และการซื้อหนังสือแล้ว ที่ตอนนี้ไม่มีเงินมากพอจะซื้อหนังสือได้คราวละหลายพันบาทเหมือนเมื่อก่อน เท่าที่จำความได้เข้าห้องสมุดประชาชนครั้งสุดท้ายเพื่อทำรายงานตอนชั้นประถม 6 และเคยไปอ่านหนังสือเล่นตอนเด็กๆ หลังจากนั้นก็ไม่เคยเข้าอีกเลย จนวันหนึ่งที่แวะเวียนมาถึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ห้องสมุดหาข้อมูลในการท ำงาน ทำให้ระลึกขึ้นได้ว่า ทุกวันนี้มัวคิดถึงแต่ช่องทาง Internet ราคาถูกอย่างเดียวจนลืมไปแล้วว่าเรามีห้องสมุดประชาชน หนทางหาความรู้ที่ไม่ต้องจ่ายสตางค์แม้แต่บาทเดียวอยู่อีกช่องทางหนึ่ง

มีหนังสือพิมพ์ นิตยสาร update รายวันไม่จำเป็นจะต้องไปซื้อเลย หนังสือจำพวกอยากอ่านแต่ไม่อยากซื้อก็มีให้อ่าน หนังสือแนวนี้ก็จำพวกนิตยสารคอมพิวเตอร์ วันนี้เรื่องที่สุขสุดๆ ก็เห็นจะไม่พ้นการค้นพบห้องสมุดประชาชนที่ห่างหายไปจากจิตใต้สำนึกมานานแล้ว

การณ์คราวนี้ทำให้มานึกขึ้นได้ว่า คนเราพอถึงคราวจำเป็นขึ้นมาจริงๆ ก็ยังมีทางออกให้มันจนได้ ที่ถึงแม้ว่าผมจะไม่มีเงินมากพอจะเข้าช่องทางเดิมๆ ได้ แต่ก็ยังมีช่องทางใหม่ๆ ให้เราได้ใช้งานมันจนได้อยู่ที่ว่าเราจะพยายามเข้าหามันมากน้อยแค่ไหน

วันนี้เลยคิดไปอีกว่าอยากจะทำห้องสมุดซักห้องสำหรับชุมชุนเล็กๆ ในแปดริ้ว ไม่จำเป็นต้องเข้าเมืองไปห้องสมุด สำหรับนิตยสารอาจจะต้องหาแหล่งทุนสนับสนุนและรับบริจาคหนังสือ ยังคงเป็นเรื่องที่จะให้คิดต่อไป

MrsJan
02 เม.ย. 49

เอา ไม่เอา ทักษิณ (Taksin's Vote)

ตะแบงกันมาถึงจนได้ว่ะ กับการเสียเงินภาษีสองพันกว่าล้าน (เฉพาะที่ไม่หมกเม็ด) ไปกับการเลือกว่า เอา หรือ ไม่เอา ทักษิณ เพื่อคนๆ เดียว ที่ควรจะลาออกจากตำแหน่งด้วยความสำนึกไปได้ตั้งนานแล้ว

กะว่าจ ะไปสำรวจหน่วยเลือกตั้ง แต่ไม่อยากพบปะกับพวกตำรวจเท่าไร เนื่องจากเป็นคนผิดกฏหมาย ไม่มีใบขับขี่ เลยหลีกเลี่ยงตรงไปห้องสมุดประชาชนแทน

อยู่นี่ไม่มีสื่อ Real Time ให้ติดตามเลย ได้รับแต่หนังสือพิมพ์ที่มักจะช้าไปหนึ่งวันเสมอ วันนี้เป็นวันที่อยากได้โทรทัศน์มากที่สุดวันหนึ่ง ได้แต่นั่งอ่านข่าวของเมื่อวานทางหน้าหนังสือพิมพ์ไปเงียบๆ นั่งไม่ค่อยติดเลยโทรศัพท์ไปถามแม่ว่าผลการเลือกตั้งเป็นอย่างไร ได้ความว่า ตอนนี้โทรทัศน์ ไม่มีข่าวเลือกตั้งเลยซักช่อง เลยงงๆ ว่าเป็นไปได้ยังไงกัน ปกติเลือกตั้งอย่างน้อยก็ต้องมีสถานีนึงล่ะที่ถ่ายทอดตลอด (เวลาตอนนี้ 2 ทุ่มกว่าๆ) แต่ได้ยินแค่ว่าตอนนี้ที่เพชรบุรี คะแนนเสียงไม่เป็นทางการ ไม่เลือกใคร สองหมื่น ต่อ หมื่นกว่าๆ เลือกไทยรักไทย แล้วจะโทรกลับรายงานอีกทีตอนดึกๆ

เออ อ่านหนังสือต่อดีกว่า

MrsJan
02 เม.ย. 49

31 มีนาคม 2549

เครดิตสื่อ


สงสัยว่าไอ้พาดหัว คม ชัด ลึก ที่เป็นข่าวนั้นเค้าเขียนว่าอะไรกันแน่ ม็อบคาราวานคนจนจากจตุจักร เข้าล้อมสำนักงาน คม ชัด ลึก แล้ว มีการฟ้องร้อง หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (อีกแล้ว) กับ สนพ. คม ชัด ลึก พร้อมด้วยนายสนธิ ที่เป็นผู้ให้สัมภาษณ์ในหัวข้อข่าว

ทาง คม ชัด ลึก เจรจาอยู่ไม่นานก็ได้ข้อตกลง แสดงความรับผิดชอบ ปิดสำนักงาน เป็นระยะเวลา 5 วัน ที่ได้ต่อรองจาก 30 วัน ขึ้นทูลขอพระราชทานอภัยโทษ พร้อมยอมรับผิด บรรณาธิการแสดงความรับผิดชอบในความบกพร่องด้วยการลาออกและพร้อมทำตามข้อเรีย กร้องของทางม็อบ แม้ว่างานนนี้จะถูกมองว่ามีเบื้องหลังก็ตาม ก็ไม่จำเป็นต้องแก้ตัวน้ำขุ่นๆ แล้วไม่รับผิดชอบด้วยการบอกว่าเป็น "การกลั่นแกล้งของคนที่ไม่ชอบผม"

สื่อได้คะแนนบวกตรงจุดนี้ไปอีก แม้ว่าจะทำความผิดแต่ก็ได้ยอมรับผิดและแสดงความรับผิดชอบออกมาได้อย่างน่าชื ่นชม แล้วเครดิตระหว่างสื่อกับรัฐบาลนั้นใครจะสูงกว่ากัน คิดว่าคงพิจารณาได้ไม่ยากเลย

ว่าแต่ว่าพาดหัวว่าอะไรใครบอกได้บ้าง

MrsJan
31 มี.ค. 49

ความก้าวหน้าของการเมืองภาคประชาชน

คงชัวร์แล้วมั้งว่าจะต้องมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 นี้แน่นอน (ไม่น่าเชื่อจริงๆ) ผลการเลือกตั้งคราวนี้น่าตื่นเต้นเป็นที่สุด ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ความวุ่นวายก็ยังคงเหมือนเดิมแน่นอน

จาก ผลโพลในวันนี้ คราวนี้เป็นของ ม. ธุรกิจบัณฑิตย์ ขัดกับคราวก่อนที่ยก เอแบคโพลล์ ขึ้นมา ผลปรากฏว่าตอนนี้คนตั้งใจไปเลือกตั้งสูงถึง 69.8% ตั้งใจงดออกเสียง 38% เลือกพรรคการเมือง 32% และที่เหลือไม่แน่ใจ ร้อย ละ 7.6 (จากโพลล์สำรวจต่อไปว่ามีแนวโน้มว่าจะไม่ออกเสียงด้วย)

ตอกย้ำด้วยผลเอแบคอีกรอบคนเทมาเลือกตั้ง ไม่เลือกข้างขึ้นจากเดิมเพียบ การรณรงศ์ของฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ประสบความสำเร็จตามเป้าจนได้

ใ นที่สุดวันที่คนร่วมใจจะไปใช้สิทธิแต่ไม่ออกเสียง เป็นจำนวนมาก ก็ได้เดินทางมาถึงเมืองไทยแล้ว แต่อันที่จริงงวดนี้ไม่ได้เกิดจากความเหนื่อยหน่ายต่อการเมืองของคนไทยแต่อย ่างใด แต่เกิดจากนายทักษิณคนเดียวแท้ๆ เชียว คุณูประการจากความหน้าด้านแท้ๆ อีกข้อหนึ่ง ที่ทำให้คนไทยได้รู้จักประโยชน์ของไอ้เจ้าช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ช่องนี้สักที

แต่พอถึงเวลาก็กรุณาระงับอาการเกลียดอะไรที่เป็นสี่เหลี่ยมออกไปก่อน เพราะเดี๋ยวจะไปทำให้บัตรเสียขึ้นมาจะเสียแรงเปล่า 555

MrsJan
31 มี.ค. 49

28 มีนาคม 2549

"รกคนดีกว่ารกหญ้า ?"

ผลโพลสอบถามเกี่ยวกับการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ของเอแบคโพล ปรากฏว่า ยืนยันจะไปใช้สิทธิแน่นอน 15 % ไม่ไปใช้สิทธิแน่นอน 41% ที่เหลืออีก 44 % ยังไม่แน่ใจ

ผลสำรวจความนิยมในเมืองกรุงต่อ ทักษิณ นั้น คู่คี่กันมาก ไม่ห่างกันเท่าไร แต่ผลโพลอันนี้ดันขัดความรู้สึกชะมัด

ก่อนอื่นต้องขอวิเคราะห์กลุ่มโพลล์ก่อนผมมองว่า

1. กลุ่มที่ยืนยันไปใช้สิทธิแน่นอน 15 % ขอเดาเอาว่าเป็นกลุ่มที่จะไปเลือกไทยรักไทยกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง รวมทั้งกลุ่มคนที่ไม่สนับสนุนนายกฯ บางส่วน (น้อย) ที่จะไปกาช่องไม่เลือกใคร

2. กลุ่มที่ไม่ไปใช้สิทธิแ่น่นอน 41 % คาดว่าเป็นพวกเบื่อการเมืองกับอีกกลุ่มที่ไม่อยากทำตามนายกฯ เพราะไม่สนับสนุนนายกฯ ที่พยายามจะเชิญชวนให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

3. กลุ่มที่เหลืออีกเป็นจำนวนมาก 44 % ที่บอกว่าไม่แน่ใจนั้น คือกลุ่มคนที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตดีหรือมีข้อมูลไม่เพียงพอจะตัดสิ นใจ

ยอมรับว่าผลโพลนี้น่าผิดหวังอย่างยิ่งและคาดว่าไทยรักไทยจะได้กล ับมาเป็น รัฐบาลอีกแน่นอน กลุ่มคนที่น่าสนใจคือกลุ่มไม่ใช้สิืทธิแน่นอน 41 % นั้นอยากทราบเหตุผลจริงๆ ว่าทำไม หรือตัวเองไม่เข้าใจ เกลียดทักษิณแล้วพาลไม่ทำตาม (ทักษิณบอกให้ไปเลือกตั้ง กูก็เลยไม่เลือกซะเลย เพราะกูเกลียดมัน) โดยไม่ใช้วิจารณญาณให้ดี ผลลัพธ์กลับจะได้ในสิ่งที่ตรงกันข้าม

ถ้าพวกคุณไม่อยากให้ทักษิณกลับ มาเป็นนายกฯ อีกครั้ง ควรอย่างยิ่งที่จะต้องไปใช้สิทธิ แล้วออกเสียงไม่เลือกใครเพื่อที่จะได้มีปริมาณคนไปใช้สิทธิมากๆ จะทำให้กลุ่มคนที่เลือกพรรคไทยรักไทย ไม่ถึงครึ่งของจำนวนผู้มาใช้สิทธิ (จากคำกล่าวของทักษิณที่ว่า ไม่ถึงครึ่ง ไม่เป็นนายกฯ)

อย่าทำให้ควา มเกลียดชังมาบดบังสติปัญญาของตัวเอง มาบัดนี้คนเรือนแสนที่ออกมาชุมนุมประท้วงขับไล่ ผมชักไม่แน่ใจแล้วว่าเป็นม็อบคุณภาพจริงๆ กลุ่มพันธมิตรตั้งธงจะไล่ทักษิณลงให้ได้อย่างเดียว ทำให้พวกเราไม่รู้จักคิดถึงธงอื่นๆ เค้าบอกมาแค่ไหนก็รู้และทำแค่นั้นหรือ

อย่าให้ใครมาเอ่ยปากถามได้นะครับว่าม็อบสนามหลวงที่ว่าเรือนแสนนั้น "รกหญ้าหรือรกคน"

26 มีนาคม 2549

"ศาลปกครองขายเท่าไหร่" (How much?)

การยกเลิกการแปรรูป กฟผ. จากคำสั่งศาลปกครอง เป็นเรื่องที่เรียกได้ว่า "สวรรค์มีตา" เป็นเพราะรัฐบาลนี้ยังไม่ได้เป็นเจ้าของศาลปกครอง สิ่งนี้เป็นผลพวงมาจากการไม่เคารพและรักษากติกาประชาธิปไตย (ที่นอกเหนือจากการเลือกตั้ง) ของรัฐบาลรักษาการณ์ชุดนี้ ในแง่ที่ว่าไม่ถามไถ่ประชาชน ไม่สนใจเสียงคัดค้าน (ที่เป็นหนึ่งในกระบวนการประชาธิปไตย) เร่งเดินหน้าทั้งที่ทุกอย่างยังไม่เรียบร้อย ซ้ำร้ายยังมีผลประโยชน์ทับซ้อนของคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งบริษัท ยังเป็นคณะกรรมการผู้ถือหุ้นใหญ่ของ AIS อีกต่างหาก

ทุกวันนี้ต่าง ฝ่ายต่างอ้างประชาธิปไตยไม่ลดละ ใครไม่รู้เรื่องว่าประชาธิปไตยคืออะไรก็ตามเสียงพวกนักการเมืองต่อไปแบบไม่ รู้อิโหน่อิเหน่ สำหรับคนๆ นี้ (ไม่อยากเอ่ยชื่อเลยพับเผื่อย) ที่ไม่สนใจหลักการประชาธิปไตยมาก่อนเลย มาวันนี้ก็อ้างว่าทำเพื่อประชาธิปไตย "รักประชาธิปไตย ไม่ทำลายระบอบประชาธิปไตยต้องไปเลือกตั้ง ส่วนพวกนอกกติกาแถวสนามหลวง ไม่ใช่ประชาธิปไตย" ที่น่าปวดหัว ปวดกระโหลก พวกลูกหาบ ก็ร่ายมนต์คำเดียวกันนี้ตลอดเวลาที่มีไมค์จ่อปาก

ช่วงนี้เริ่มมีคำสั ่งศาลที่เป็นผลดีกับพันธมิตรฯ ออกมาเรื่อยๆ ตั้งแต่คดี สุภิญญา กลางนรงค์ จนมาถึงกรณี กฟผ. จะมีการเปิดแผลด้วยกระบวนการตาม กติกา ออกมาอีกเรื่อยๆ แต่ "กู ก็จะยังไม่ออก" อีก เชื่อเต๊อะ

26 มี.ค. 2549
MrsJan

25 มีนาคม 2549

ไม่ทันเลือกตั้ง

สุดท้ายแล้วถึงวันนี้ มองตามรูปการณ์แล้วอาจจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 เพราะ "อั๊ว ไม่ออก" หนักแน่น หนาทนทานดีเหลือเกิน งานนี้อยากไปใช้สิทธิมาก แต่ไม่ทันแจ้งสิทธิออกเสียงล่วงหน้า เนื่องจากไม่มีประสบการณ์ อยู่ต่างถิ่นช่วงเลือกตั้งมาก่อน จะให้กลับไปก็ไม่สะดวก เอาเป็นว่ารอไปเลือก ส.ว. ที่จะตามเลยเลยละกัน งานนี้ต้องไม่พลาด เดี๋ยวจะเสียสิทธิทางการเมืองไปอีก 4 ปี

การเลือก ตั้งล่วงหน้าให้ไปแจ้งเหตุต่อนายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่น ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 7 วัน และสำหรับใครที่พลาดการเลือกตั้งครั้งนี้แล้วไม่อยากเสียสิทธิทางการเมือง หลังจากวันเลือกตั้ง 30 วัน จะมีการประกาศรายชื่อผู้ไม่ไปใช้สิทธิ ให้ไปแจ้งเหตุต่ออำเภอหรือเทศบาลภายใน 60 วันหลังจากวันประกาศ จะได้ไม่เสียสิทธิทางการเมือง 8 ประการ ไปอีกจนกว่าจะถึงเลือกตั้งครั้งหน้า

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม
www.ect.go.th

25 มี.ค. 2549
MrsJan

22 มีนาคม 2549

พลังบริสุทธิ์ที่สวนจตุจักร

สองนคราประชาธิปไตยที่ส่งผลรุนแรงที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก็คราวนี้แหละ ต่างฝ่ายต่างก็เป็นพลังบริสุทธิ์ด้วยกันทั้งสิ้น (ขอเหมารวมเอาเฉพาะที่บริสุทธิ์จริงๆ ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง) ทั้งม็อบจตุจักรและม็อบสนามหลวง ล้วนแล้วแต่เรียกร้องสิ่งที่ตัวเองเห็นว่าถูกต้องและสมควรทำ

คนจนๆ จะเลือกได้หรือว่าจะให้ประเทศไปทางไหน ขอแค่ทางไหนก็ได้ที่ทำให้พวกเค้า ดูแลมีความหวังขึ้นมาบ้าง ในขณะที่คนมีอันจะกินที่สนามหลวง ย่อมมองห่วงไปข้างหน้าในสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น ประชาธิปไตย อนาคตลูกหลาน อนาคตประเทศไทย จริยธรรม เพราะตัวเอง ณ.ปัจจุบัน ไม่เดือดร้อนเรื่องปากท้องแล้ว

พวกเรา (ชนชั้นกลาง) หรือ โลกาภิวัฒน์ กันแน่ที่ทำให้คนอีกกลุ่มหนึ่งที่จตุจักรไม่มีทางเลือก การพัฒนาที่ผิดทิศผิดทางมาตั้งแต่ต้นและมาหนักสุดๆ ก็ในยุคนี้ ที่หัวหน้ารัฐบาลเองยังยอมศิโรราบต่อทุนและอ้าแขนต้อนรับโลกาภิวัฒน์อย่างหน ้าชื่น

ความแตกต่างจริงๆ ของความแตกแยกในครั้งนี้ เรื่องความรู้และการเข้าถึงข่าวสารไม่เท่าเทียมกันนั้นเป็นปัจจัยหนึ่ง ส่วนอีกปัจจัยคือทางเลือกอันน้อยนิดของกลุ่มคนระดับล่างที่มารวมตัวกันที่จต ุจักร ทั้งม็อบแทกซี่และม็อบมอเตอร์ไซต์รับจ้าง

ยอมรับว่าไม่เคยมีรั ฐบาลไหนได้ให้โอกาสทางเลือก ให้กับพวกเค้าได้มากเท่านี้มาก่อน ทั้งทางเลือกในการเข้าถึงแหล่งทุน ทางเลือกในการรักษาพยาบาล ทางเลือกในการศึกษา และ อื่นๆ

นอกเหนือจากความรู้ความเข้าใจแล้ว เราควรจะพาเขาออกจากปัญหาปากท้องให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรกใช่หรือไม่ พวกเราสบายกันพอแล้วหรือยัง

22 มี.ค. 2549
MrsJan

"โทษของการทุบหม้อข้าวคือตายสถานเดียว"


กลายเป็นข่าวใหญ่หน้าหนึ่งทันที ข่าวคนบ้าทุบพระพรหมโรงแรมเอราวัณ น่าสังเกตว่าทุกคนออกมาแสดงความตกใจกันยกใหญ่ ไหนจะเร่งสร้างให้เสร็จใน 2 เดือน อู่ข่าวอู่น้ำถูกทำลาย สิ่งที่คนนับหน้าถือตาถูกทำลายลง ไหนจะนักท่องเที่ยวหมุนเวียนมาสักการะบูชาเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน ฯลฯ

ยอดบริจาคศาลพระพรหมนี้เป็นเงินร้อยๆ ล้าน รูปปูนปั้นที่ไม่มีชีวิตจิตใจแต่กลับครอบงำคนที่มีชีวิตจิตใจให้กลายเป็นเหม ือนสิ่งไม่มีชีวิตที่คิดแยกแยะอะไรไม่ได้ ขาดสติถึงขั้นลงมือฆ่าคน จะด้วยเหตุผลลึกๆ อะไรไม่รู้ หลายคนในข่าวหรือผู้เกี่ยวข้องแทบไม่ได้เอ่ยถึงคนที่ได้ตายไปอย่างอนาถเลย แถมยังมีความเห็นลักษณะว่าคนทำก็ได้รับกรรมไปแล้ว

รูปปูนปั้นสามารถเนรมิตรใหม่ได้ภายใน 2 เดือน แต่ชีวิตคนนั้นไม่มีวันกลับคืน กรรมของการทำลายรูปปูนปั้นคือความตายอย่างนั้นหรือ

22 มี.ค. 2549
MrsJan

20 มีนาคม 2549

"~นี่คือทักษิณ ขอแทนบุญคุณแผ่นดิน~" (Speech)


ว ันนี้รีบกลับบ้านไปดูการปราศรัยหาเสียงของพรรคการเมืองที่ลงเล่นอยู่พรรค เดียว เล่นเอง ชงเอง ไม่มีใครเล่นด้วย ขณะเดินทางกลับผ่านหมู่บ้านมีการเกณฑ์ ชาวบ้านขึ้นรถกระบะกันไปเป็นคันรถ สอบถามคนที่หมู่บ้านจะแลได้ความว่าปกติเค้าจะจ่ายให้คนละ 200 มาฟังปราศรัย ภายในงานเหมือนงานวัดย่อมๆ ส่วนใหญ่มีแต่ชาวบ้าน ชาวเขา ชาวดอย หลายคนถือธงชาติ เด็กน้อยก็ถือธงชาติ โบกธงชาติ ส่วนอีกด้าน 1 ม็อบสนามหลวงก็ใช้ธงชาติ ใส่เสื้อ ผ้าคาดหัว กู้ชาติ ดูเหมือนทั้ง 2 ฝ่าย จะใช้งานเจ้าชาตินี้กันพร่ำเพรื่อเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ถ้าต่างฝ่ายต่างรักชาติแล้วจะมีใครไม่รักชาติล่ะ

นโยบายไม่มีอะไร ก็มีแต่แจกกับแจกเช่นเดิม เสียดายงานนี้ท่านอู้คำเมือง ฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่องเท่าไร ได้ยินบางประโยคจับใจความได้ว่า "จะแจกโน็ตบุ๊คให้เด็กนักเรียนใช้ไฮเทคกันถ้วนหน้า ผมอยากให้พี่น้องมีเงินใช้"

ผมดูแล้วเป็นการหาเสียงที่ประหลาดที่สุด ในประวัติศาสตร์ เพราะในขณะเดียวกันก็โดนโห่ไล่อยู่ที่กรุงเทพ แต่ยังเดินหน้าหาเสียงอยู่ได้พรรคเดียวอย่างหน้าตาเฉย

วันนี้อ่านงาน สัมภาษณ์ของหมอเลี้ยบ 1 ในคนเดือนตุลา ที่ถูกหลายฝ่ายตรีตราว่าเป็นลิ่วล้อไปเสียแล้ว บางทีก็ไม่เข้าใจว่าคนเหล่านี้คิดอะไรหรือมีอะไรที่เราไม่รู้ ผมไม่เชื่อว่าอุดมการณ์คนเราจะเปลี่ยนกันได้ง่ายๆ เพราะ ท่านก็ยังยืนยันไม่แปรเปลี่ยนว่าได้ทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อมั่นและถูกต้อง ถ้าเป็นทักษิณผมอาจจะไม่เชื่อเพราะไม่เคยมีอุดมการณ์อะไรกับเค้าอยู่แล้ว และนี่คือด้านบวกที่ผมเอามากลบด้านลบให้ได้บ้างอย่างน้อยในความเป็นทรราชก็ย ังมีเครดิตของคนเดือนตุลาอยู่ข้างกาย

ผมเอาบางท่อนของเพลงที่เค้าใช้ เปิดตอนเลิกมาฝาก "~นี่คือทักษิณ ขอแทนบุญคุณแผ่นดิน ... ไม่เคยจะท้อ แม้โดนใส่ร้ายยยย อดทนไว้ สู้ต่อไป คนของแผ่นดิน~"

แต่งโดยพี่กี้ อริสมันต์
-_-'

20 มี.ค. 2549
MrsJan

"ประเทศนี้ยังพอมีหวัง" (Hope)

แต่ก่อนผมเคยคุยกับแม่ว่า ถ้ายุคต่อสู้ทาง สังคม การเมืองและความอยุติธรรมทั้งหลายหมดไปแล้ว คนรุ่นใหม่ๆ ในยุคนี้ จะมีเหลืออยู่อีกสักเท่าไรกัน เท่าที่เห็น ณ.เวลานี้แทบไม่เหลือ

แต่ ผมคงจะมองที่ผิดไปอย่างมาก ที่เราไม่เห็นมันเพราะเหตุการณ์ยังไม่เกิดจึงดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ที่ไหนได้ จำนวนพลังเงียบทั้งหลายแหล่กำลังผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันออกมาไล่ทรราชกัน ถ้วนหน้า การตรวจสอบทางสื่อหนังสือพิมพ์ก็ยังเข้มข้น

เป็นภาพที่น่าย ินดีและคงจะทำให้คนเก่าๆ ในยุคก่อนนี้ที่กำลังจะโรยราได้กลับมามีชีวิตชีวาและมีความหวังขึ้นมาอีก ครั้งหนึ่ง อย่างน้อยก็จากไปอย่างสบายใจ ถึงผมจะยังไม่ถึงวัยนั้นแต่ก็รู้สึกโล่งอกโล่งใจเป็นอย่างยิ่ง ที่อย่างน้อยประเทศนี้ยังไม่สิ้นการตรวจสอบ ถึงแม้ว่าการตรวจสอบตามกติกาจะอ่อนแรงลงก็ตาม ทายาทของบุคคลเหล่านั้นก็จะยังต้องสืบต่อไปอีก ตราบนานเท่านาน

แม่ผมบอกว่า "เธอไม่ต้องไปยุ่งกับมันหรอก มันยังมีคนทำอีกเยอะหล่ะ เชื่อเหอะ"

ภาพข่าวจาก
www.matichon.co.th

20 มี.ค. 2549
MrsJan

19 มีนาคม 2549

ย้อนรอยคำพูดตอนขายชินฯ (Tracking)

นึกย้อนมาได้ก็เขียนซะหน่อย เป็นโจ๊กจากเรื่องจริง

ตอนก่อนขายชินคอร์ป นักข่าวพยายามสัมภาษณ์เกี่ยวกับการขายหุ้นชิน ท่านว่า "ไม่รู้ ผมไม่ทราบ เป็นเรื่องของลูกๆ ไม่รู้ ไม่เห็น"

แต่หลังการขาย "ไม่มีอะไรเสียหาย เป็นเรื่องของการทำธุรกิจ การขายถูกต้องตามกฏหมายทุกประการ มันเป็น capital gain tax ใครๆ เค้าก็ทำกัน ไม่ต้องเสียภาษี ผมเล่นตามกติกา blah blah blah" (ทียังงี้แล้วรู้เชียว)

มีวันนึงท่านบอก "ลูกๆ เค้าคิดกันมานานแล้ว อยากให้ผมออกจากผลประโยชน์ทับซ้อน ทำงานการเมืองอย่างเดียว" (ฟังแล้วน้ำตาแทบร่วง) ในขณะที่ไปถามลูกโอ๊ค ลูกแสนกตัญญูของท่านตอบว่า "ผมไม่ทราบเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่บอกขายผมก็ขาย"

น่ารักนะครับครอบครัวนี้

ค้นหารูปภาพจาก
google.com

19 มี.ค. 2549
MrsJan

"สอนให้ชั่วกันทั้งโคตร"


อันที่จริงวันนี้จะเขียนถึงหนังสือ สอน...ให้รวย แต่พอดีเขียนถึงเรื่องประกันสังคมแล้วนึกขึ้นได้เลยนอกเรื่องไป

วันนี้ไปร้านหนังสือไปสะดุดเจอรูปคนแก่หัวหงอก หน้าตา ชื่อชั้นคุ้นๆ เพราะแกดันไปพัวพันกับตระกูลชินวัตร ทำให้ต้องหยุดดู นายคนนี้ชื่อ "สุวรรณ วลัยเสถียร" คุ้นๆ มั้ย ก็เจ้าโฆษกตระกูลชินวัตร ที่เค้าบอกว่า "วันนี้ผมไม่ได้รับอนุญาตให้พูดเรื่องจริยธรรม" คำๆ นี้มันเจ็บแสบนัก เป็นการยอมรับกลายๆ ว่า "อันตัวกรูนี้นั้นไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้านายให้พูดเรื่องจริยธรรมเพราะตัวเจ ้านายกรูมันไม่มี ตัวกรูเองก็พูดไม่ได้เพราะไม่มีเช่นเดียวกัน"

ในตัวหนังสือเองมีเนื้อหาบางตอนแสดงวิธีการฉ้อฉลอย่างถูกต้องตามกฏหมายทุกประการ (เอ๊ะ คำนี้คุ้นๆ อีกแล้ว) วันนี้ก็พอเหมาะพอดีไปอ่านเจอเรื่องเกี่ยวกับ ข้อสอบ ภาคเรียนที่ 2 ปี 2548 คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ พอดี มีข้อนึงเค้าว่า

ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร โฆษกและที่ปรึกษาภาษีตะกูลชินวัตร ผู้เขียนหนังสือ "พ่อสอนให้ลูกรวย" "สอนภรรยาให้รวย" "สอนเพื่อนให้รวย" ซึ่งมีเนื้อหาส่วนหนึ่งเป็นเรื่องการสอนวิธีหลีกเลี่ยงภาษี เช่น ถ้าคุณย้ายรายได้ส่วนหนึ่งไปให้กับตัวเด็ก คุณก็จะประหยัดภาษีเงินได้ เช่น

"... ในกรณีที่ลูกของคุณโตพอ ราวอายุสัก 18 ปี คุณก็ให้ลูกเข้าเป็นหุ้นส่วนในห้างในรูปคณะบุคคล เงินรายได้ของห้างนี้ก็จะไม่เข้ามารวมเป็นรายได้ของคุณและช่วยให้คุณไม่ต้อง เสียภาษี..." (พ่อสอนลูกให้รวย, หน้า 88)

"คุณเป็นคนที่รายได้ปีละ 10 ล้านบาท หากปล่อยให้เงินได้ทั้งหมดเป็นรายได้ ของตัวคุณ คุณต้องเสียภาษี 37% อย่างแน่นอน แต่ถ้าคุณแยกกระจายรายได้เป็น 2 คณะบุคคล เพื่อว่าตัวคุณมีรายได้ 4 ล้านบาท คณะบุคคลที่ 1 ได้ 3 ล้านบาท และคณะบุคคลที่ 2 ได้อีก 3 ล้านบาท ก็จะทำให้คุณเสียภาษีลดลงได้เกือบครึ่งหนึ่ง เป็นต้น" (สอนเพื่อนให้รวย, หน้า 127)

โดยที่รธน. มาตรา 69 บัญญัติว่า "บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ รับราชการทหาร เสียภาษีอากร..." !!
โ ดยที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 37 บัญญัติว่า "ผู้ใด ... (2) โดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใด ทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง การเสียภาษีอากรตามลักษณะนี้ ต้องระวางโทษจำคุก... ปรับ ..."

สมมติว่า ดร. สุวรรณโดนฟ้องข้อหา "โฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิด" ตามประมวลกฏหมายอาญา 85 ดร. สุวรรณจะสามารถอ้างเสรีภาพในทางวิชาการ ตามมาตรา 42 คุ้มครองตนเองได้หรือไม่ เพราะเหตุใด


ผ มจะลองย่อยคำตอบดูว่า "บุคคลย่อมใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู ้อื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรธน. หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมืองหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน" แต่ลองมาดูจากหน้าที่ของพลเมืองจะเห็นว่า "บุคคลมีหน้าที่เสียภาษีอากร" และ จากมาตรา 37 ผู้ใดประกาศให้แก่บุคคลทั่วไปให้หลีกเลี่ยงภาษี ก็ไปตรงกับมาตรา 85 ดังโจทย์ว่า ดังนั้นถ้าถูกฟ้องก็ไม่สามารถยกมาตรา 42 มาคุ้มครองตัวเองได้ คือ ใครจะฟ้องนายคนนี้ก็ได้ถ้าตามข้อกฏหมายติดคุกชัวร์ จะได้ไปเขียนหนังสือ "สอนนักโทษให้รวย" ต่อในคุก

จะเห็นว่าตั้งแต่หน ังสือ Rich Dad Poor Dad (พ่อรวยสอนลูก) ที่โด่งดังมาจากต่างประเทศเข้ามา แนวคิดนี้กำลังแพร่หลายในหมู่นักธุรกิจไทยและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง จนแม้แต่ตัวผู้นำเองก็ไม่รู้ตัวแล้วสับสนว่าตัวเองมีหน้าที่ที่จะต้องทำอะไร กันแน่ จะปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวแล้วได้อย่างไร (อ่านย้อนรอยคำพูดฯ) แทนที่ตัวเองรู้ว่ากฏหมายมีช่องโหว่แล้วจะหาทางแก้ไขเพื่อปกป้องผลประโยชน์ ของชาติ แต่ตัวเองกลับจ้างที่ปรึกษาด้าน (การเลี่ยง) ภาษี มาทำซะเอง แล้วจะให้ "เชื่อผม พ่อแม่พี่น้อง ผมไม่ทำอะไรที่เสื่อมเสียอย่างแน่นอน" ได้อย่างไร

ข้อมูลข้อสอบจาก
- สถานีคิดเลขที่ 12 มติชน วันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม 2549
- สำนักพิมพ์เนชั่น

19 มี.ค. 2549
MrsJan

18 มีนาคม 2549

สิทธิประโยชน์หลังว่างงาน (Out of Work Benefit)

วันนี้ไปโรงพยาบาลจะไปฝากครรภ์ หมายมั่นว่าจะใช้ประกันสังคม ปรากฏว่าจ่ายติดต่อกันไม่ถึง 7 เดือน เลยอด ทำให้สงสัยว่าไอ้ที่เคยจ่ายๆ มาตลอด 3 ปี ที่ทำงานเก่า ทำไมมันถึงไม่เอามาคิดด้วยฟระหรือเป็นเพราะปล่อยให้อายุประกันขาดช่วงทำให้ต ้องมานับหนึ่งใหม่

พูดถึงประกันสังคมแล้วยังเจ็บใจไม่หาย มารู้ทีหลังว่าหลังจากการว่างงานจะได้รับเงินเป็น % ของเงินเดือน กรณีลาออกโดยสมัครใจจะได้รับ 3 เดือน กรณีถูกไล่ออกจะได้รับ 6 เดือน ทำให้ออกจะสงสัยว่าบรรดาพวกที่ออกจากงานที่ผ่านมานั้น ได้รู้ถึงสิทธิประโยชน์ข้อนี้หรือไม่หรือที่แท้เรามันโง่เองไม่รู้อยู่คนเดี ยว

จำเลยที่หนึ่งของเรื่องนี้คือผมที่ไม่รู้จักหาความรู้ใส่ตัว ส่วนจำเลยร่วมของเรื่องนี้คือ HR (Human Resource) เป็นที่น่าเสียดายที่คนทำหน้าที่ด้านนี้ ที่ควรจะให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์หรือแม้แต่ว่าสิทธิประโยชน์อื่นใด ของเหล่าพนักงานเอง ให้ทุกคนได้ทราบหรือเมื่อถึงเวลาก็ต้องเสนอตัวตักเตือนและให้คำปรึกษา

ในขณะที่ใครก็ตามลาออกจากงาน นั่นหมายถึงว่าถึงเวลาแล้วที่จะบอกให้ผู้ออกจากงานได้รับทราบและนำเสนอข้อมูลตรงนี้ให้ หลังจากที่ทำหน้าที่ดูแลพนักงานมาตลอด เป็นการปิดหน้าที่ครั้งสุดท้ายอย่างสมบูรณ์ของ HR ให้กับพนักงานคนนั้นๆ

ในกรณีของผมไม่มีอย่างที่ว่ามา ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้เป็นอย่างไร พัฒนาไปถึงไหนแล้ว ถ้ายังไม่มีก็ขอฝากสารนี้ส่งไปถึง HR IBN คนปัจจุบันด้วยนะครับ

ข้อมูลกรณีว่างงาน
http://www.sso.go.th/benefit/unemployed1.asp

18 มี.ค. 2549
Mrsjan

"นับถอยหลังสู่สถานะใหม่ของชีวิต" (Count Down)

นับถอยหลังไปอีก 8 เดือน เป็น 8 เดือนที่จะนำความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตอีกครั้ง ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเร็วขนาดนี้ ถึงจะเร็วไปหน่อยแต่ก็พร้อมเสมอ ถ้าความพร้อมในคติของชนชั้นกลางที่สะท้อนออกจากโฆษณาในโทรทัศน์นั้น อย่างผมนี่คงไม่เรียกว่าพร้อมซักเท่าไร เพราะอย่างน้อยผู้ชายต้องมีรถก่อน แล้วดาวน์บ้านสักหลัง จองโรงแรมแต่งงาน แหวนเพชรสักวงแล้วบอกรักที่เมืองนอก (55 กรูไม่มีสักอย่าง)

ความพร้อมในความคิดของผมนั้นความพร้อม คือ ความมีปัญญาบ่มเพาะ สั่งสอน หรือ อื่นใดที่จะทำให้ชีวิตที่เกิดใหม่นั้นอยู่รอดต่อไปได้ อย่างมีคุณค่าสูงสุด เท่านี้คิดว่าเพียงพอแล้วสำหรับพ่อคนนึง ส่วนเรื่องมารยาทอื่นใดยกให้เป็นเรื่องของแม่เค้าละกันเพราะพ่อไม่เคยได้รับ การสั่งสอนมาก่อน ถึงได้มารยาททรามอยู่ทุกวันนี้ แก้ก็ยากอีกต่างหาก

ค่อนข้างจะรู้สึกขัดเขินนิดหน่อยที่มีการเรียกตัวเองว่าพ่อหรือแม่แล้ว สถานะถูกขยับขึ้นรวดเร็วจริงๆ เหมือนกำลังเข้าสู่วัยกลางคนเข้าไปทุกที กลัวว่าต่อจากนี้ไปจะแก่แล้วแก่เลยหรือเปล่า ความคิดจะทันสมัยตามลูกทันหรือไม่ อันนี้เป็นความกังวลที่อีกไม่นานก็คงจะได้เจอ

18 มี.ค. 2549
MrsJan

17 มีนาคม 2549

2 ข่าวจากเพื่อนบ้าน

ข่าวแรก
นายกรัฐมนตรีแห่งเกาหลี ลาออกจากตำแหน่ง ด้วยเหตุผล เอาเวลาที่ควรจะต้องปฏิบัติงานไปตีกอล์ฟ !! เหตุเกิดการประท้วงจากกลุ่มผู้ชุมนุมเรื่องการรถไฟอะไรสักอย่าง ภายในวันเดียวกัน นายกเกาหลีได้ไปออกรอบตีกอล์ฟ ถือเป็นการบกพร่องต่อหน้าที่สมควรลาออกจากตำแหน่ง

นายกเกาหลีนี่เค้าหน้าบางครับ หึหึ แต่ของเราน่ะหน้าเหลี่ยม ไม่ยอมออกง่ายๆ ร้อก

ข่าวหลัง
สิงคโปร์สั่งขังเลขาธิการฝ่ายค้านพรรคประชาธิปไตย นาย ซี จุน จวน โดนฟ้องข้อกล่าวหา หมิ่นประมาทศาล ที่นายคนนี้กล่าวหาว่าศาลไม่เป็นกลางเวลาพิจารณาคดีฝ่ายค้านและไม่เป็นอิสระ

ผมเคยรับทราบมาว่า สิงคโปร์ มี สส. พรรคฝ่ายค้านอยู่เพียงเสียงเดียว เท่านั้น พอพูดถึงสิงคโปร์ว่ามีฝ่ายค้านในสภา อยู่เพียงคนเดียวแล้วตกใจ ประเทศนี้ปกครองด้วยเผด็จการเสียงข้างมากพรรคเดียว อ่านข่าวนี้แล้วเหมือนโดนรังแกจากเสียงข้างมากยังไงก็ไม่รู้ แต่คนสิงคโปร์ก็ยังกล้ำกลืนฝืนทนต่อไปได้อาจจะเป็นเพราะรัฐบาลสิงคโปร์ไม่มี ข่าวคอรัปชัน อีกทั้งยังแข็งขันในการหาเงินเข้าประเทศ (โดยการไปซื้อชาติอื่น) เปรียบกับในเมืองไทย นายกไทยคนปัจจุบันก็พยายามจะทำอย่างเดียวกันกับสิงคโปร์แต่ทำไม่ได้ เพราะ ไม่เก่งเท่าเค้าแถมยังอวดดีคิดว่าตัวเองเก่ง อีกทั้งยังช่วยกันขมักเขม้นเขมือบประเทศ พร้อมขายประเทศให้ชาติอื่น

ของไทยถ้าไม่มีข่าวคอรัปชัน รัฐบาลเราอาจจะยังพอไปได้ ถึงแม้จะมีเสียงท้วงติงนิดๆ หน่อยๆ เกี่ยวกับนโยบาย แต่ก็จะไม่สามารถส่งผลสะเทือนได้ถึงขนาดนี้

17 มี.ค. 2549
MrsJan

"ข้อเสนอที่ไม่เคยตอบรับ" (Reject)

ตามที่มีการเสนอกันในช่วงนี้ให้มีการเปิดเวทีพร้อมถ่ายทอดสดทั่วประเทศให้มี การพูดคุย 3 ฝ่าย (Debate) คือ ฝ่ายค้าน ฝ่ายพันธมิตรฯ และ ฝ่ายรัฐบาล ตอบข้อซักถาม รัฐบาลรับข้อเสนอ หึหึ แต่ขอเป็นแบบปิดห้องคุย ...

อยากจะไล่เลียงมาเลยตั้งแต่ม็อบสนธิใหม่ๆ สนธิได้เคยท้าลักษณะทำนองนี้แล้วหลายต่อหลายครั้งหรือแม้แต่ก่อนหน้าก็เคยมี คนเคยท้า (จำไม่ได้แล้วว่าใคร) ว่า ขอให้เชิญผมหรือใคร ไม่ว่าจะเป็นนายธีรยุทธหรือใครก็ได้ ให้ไปออกรายการ นายกทักษิณคุยกับประชาชน คู่กับนายกฯ แล้วให้คุยกันสดๆ เพื่อวิเคราะห์หรือแม้กระทั่งการจับผิด โต้แย้งข้อสงสัย แล้วมีการท้าลักษณะนี้อีกหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้มีเสียงตอบรับแต่อย่างใด

กลัวโทรทัศน์เหลือเกินนะครับ แต่ก็ไม่แปลกเพราะตัวเองก็เคยพูดไว้ว่าโทรทัศน์นั้นเป็นสื่อที่ทรงประสิทธิภ าพมากที่สุด เข้าถึงประชาชนได้มากที่สุด ดังนั้นวิธีที่จะนำพาตัวเองไปสู่จุดจบคงไม่มีทางรับเด็ดขาด เพราะ นายคนนี้ชอบการสื่อสารข้างเดียว โดยที่ไม่ต้องการให้ใครมาโต้แย้งทันทีทันใด เพราะ หลายเรื่องนั้นตอบไม่ได้!! แต่การพูดผ่านวิทยุก็ดี จดหมายเปิดผนึกก็ดี รวมพลคนรักทักษิณก็ดี ล้วนแล้วแต่มีจุดร่วมที่เหมือนกันก็คือ พูดได้โดยที่ไม่มีใครมาคอยโต้แย้งซึ่งจะเป็นการป้องกันการหน้าแหกได้อย่างดีทีเดียว

อันที่จริง ผมอยากเสนอว่า ไม่ต้องกลัวหรอกครับว่า ถ้าหน้าแหกแล้วจะไม่มีคนเชื่อถือ ถึงแม้นายกจะตอบไม่ได้ แต่ผมก็มั่นใจว่าคะแนนเสียงท่านคงจะไม่ตกไปสักเท่าไร เพราะเรื่องพวกนี้ใครๆ ก็รู้กันอยู่แล้วว่าท่านน่ะ ขี้ฉ้อ โกหกเก่งก็ที่หนึ่ง แต่คะแนนเสียงที่สนับสนุนท่านนั้นเป็นเสียงสนับสนุนที่ แม้ว่าผู้นำจะขี้ฉ้อขนาดไหนก็ยังให้อภัยกันได้ ขอเพียงแค่ให้ได้สมประโยชน์ซึ่งกันและกันอย่างที่เป็นอยู่ฐานเสียง (โดยเฉพาะต่างจังหวัด) ก็พร้อมจะสนับสนุนท่านอยู่แล้ว มันเกิดจากความคิดที่ว่า "พวกเราไม่ได้โง่นะ แต่พวกเรายอมรับได้ นิดๆ หน่อยๆ เราไม่สนหรอกท่านจะทำอะไร ขอให้ผลประโยชน์ตกถึงพวกเราก็พอแล้ว ประชาธิปไตยหรือจริยธรรมมันไม่ได้ทำให้กรูอิ่มท้องหรอกเว้ย" โดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่า ไอ้นิดหน่อยนั้นอาจจะส่งผลให้เหลือแค่คำว่า Thailand ปรากฏอยู่บนแผนที่โลกในฐานะกรุงเก่าเท่านั้นเอง

นี่เป็นความแตกต่างที่ว่าเสียงสนับสนุนมักจะมาจากคนต่างจังหวัด เสียงต่อต้านมักจะมาจากคนกรุง เพราะ โดยพื้นฐานนั้นแตกต่างกันอย่างยิ่ง ดังนั้นทฤษฎี "สองนัคราประชาธิปไตย" ยังคงใช้การได้เสมอ ตราบเท่าที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและความคิดที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่า งคนกรุงและคนชนบท การที่จะล้มล้างทฤษฎีนี้ได้ คือ ต้องบีบความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทให้แคบลง ซึ่งผมมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ชั่วชีวิตนี้ผมคงไม่มีทางได้เห็น

รูปภาพประกอบจาก
กรุงเทพธุรกิจ

17 มี.ค. 2549
MrsJan

16 มีนาคม 2549

"นักเจาะระบบ" (Cracker)

ว ันนี้ศาลได้ทำการยกฟ้อง สุภิญญา กลางณรงค์ กระทำไปด้วยความสุจริต จากคดีชินคอร์ปฟ้อง คดีหมิ่นประมาท (ฟ้องกันเป็นอยู่ข้อหาเดียว) นับได้ว่าประเทศยังไม่เข้าขั้นวิกฤติ คดีบาทเดียวของสนธิ ก็ชนะคดีความ จะเห็นว่าหลายต่อหลายเรื่องที่ฝ่ายรัฐบาลฟ้องร้องเอกชนก็ทยอยพิสูจน์ออกมา แล้วว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิด ง่ายๆ อย่างนี้แล้ว ก็อาจคิดได้ว่าสิ่งที่ทั้ง คุณ สุภิญญา หรือ นาย สนธิ กล่าวหาก็ต้องมีมูลไม่ใช่หรือ

เรื่องปัญหาของทักษิณ ณ.เวลานี้อาจคลี่คลายลงไปได้ในไม่ช้าแล้ว เพราะแนวโน้มและทางออกที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้ ทักษิณไม่มีทางอยู่ต่อได้อีกแน่นอน ไม่จำเป็นต้องเลือกตั้งให้เสียเวลาให้เสียเงินเสียทองไปเปล่าๆ วันนี้ไป download เอกสารล่ารายชื่อของ อมธ. กะว่าจะส่งไปด้วยแต่เท่าที่ดูตอนนี้อาจจะไม่จำเป็น ไม่แน่ว่าส่งไปก็อาจจะไม่ทันได้ใช้ นายก ก็ชิงลาออกซะก่อนแล้ว

ผมจะล องคิดถึงก้าวต่อไป หลังจากไม่มีทักษิณนั่งเป็นประธานแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีการปฏิรูปการเมืองกันอีกรอบ โดยเอาทักษิณเป็นโจทย์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (งานนี้ไม่มีทักษิณก็ไม่เห็นช่องโหว่ ต้องขอบคุณท่านมากๆ) ผมทำนายเอาไว้ได้เลยว่า เราอาจจะป้องกันได้แค่ทักษิณและกรณีแบบทักษิณ แล้วคิดหรือว่าเราจะป้องกันคนอย่างทักษิณไม่ให้กลับเข้ามาสู่วงจรเดิมๆ อีกได้ เพราะ ไม่ว่าเราจะแก้ไขให้มันรัดกุมอย่างไร ยังไงๆ ก็ต้องมีช่องโหว่เข้าอีกจนได้ เพราะ พฤติกรรมของนักปกครองไทยคือเล่นการเมืองเพื่อนำไปสู่อำนาจทางการค้า ฉะนั้นอะไรเป็นอุปสรรคก็ต้องหาทางเลี่ยงทุกวิถีทาง เหมือนๆ กับ ระบบ computer ที่ไม่ว่าจะอุดช่องโหว่อย่างไรก็ไม่มีทางหมด เมื่อไรที่มีคนเจาะเข้ามาใหม่ ก็อุดรูรั่วตรงนั้น แล้วก็มีคนใหม่ๆ เจาะเข้ามาด้วยหนทางใหม่ๆ อีก เป็นวงจรอุบาทว์ที่ไม่มีวันจบสิ้น

พฤต ิกรรมและความแนวความคิดของคนอย่างทักษิณ ไม่รู้ว่ารู้ตัวหรือไม่ว่าอาชีพที่ตัวเองทำเป็นงานอาสา (ไม่ใช่แค่คำพูด) ไม่แน่อาจจะคิดว่าอาชีพนักการเมืองเป็นอาชีพที่จำเป็นสำหรับนักธุรกิจที่ต้อ งการจะต่อยอดธุรกิจจากที่เป็นอยู่และความคิดแบบนี้มันก็อาจจะแพร่หลายไปสู่ นักธุรกิจไทยทุกหย่อมหญ้าแล้วกระมัง

* ในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึงว่าทักษิณจะทำเพื่อความร่ำรวยของตัวเอง (เพราะไม่เคยคิดว่าคนไม่รู้จักพอจะมีจริง) แต่เป็นเพราะปล่อยให้คนรอบข้างใช้ประโยชน์จากการที่ตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีม ากกว่า

16 มี.ค. 2549
MrsJan

14 มีนาคม 2549

"มันขึ้นสองขีด" (New Life)

เรื่องใหญ่ของวันนี้สำหรับผมคงไม่ใช่ D-Day (อีกแล้ว) ของม็อบที่จะประกาศล้อมทำเนียบยืดเยื้อในวันนี้

ว ันนี้เราตั้งใจลากิจแบบว่าเหตุผล คือ ขี้เกียจไปทำงาน หลังจากที่เราออกทำธุระข้างนอก ไปเตรียมซื้อเครื่องครัวเข้าบ้านเพื่อเตรียมประกอบอาหารทานกันเอง เพราะต้องการทางเลือกในการบริโภคมากขึ้น ไอ้ที่มีขายกันอยู่ก็จำกัดรูปแบบซะมากแล้วคุณค่าทางอาหารก็น้อยนิด

ข ากลับเราติดอุปกรณ์ชนิดหนึ่งกลับมาบ้านด้วย ภรรยาผมจัดแจงใช้งานมันอย่างเงียบๆ หลังจากนั้น 3 นาทีผมก็ได้ยินเสียงเรียกยาวๆ พร้อมอุปกรณ์ชิ้นนั้นในมือของภรรยาผม

เค้าหันมาแล้วบอกผมว่า "มันขึ้นสองขีด"

14 มี.ค. 2549

"กาเบอร์อะไร" (Choice?)

วันนี้ขี่มอไซต์ไปทางไหน ก็เห็นป้ายหาเสียงอยู่ทุกๆ ครึ่งเสาไฟฟ้า พรรคอะไรก็ไม่รู้หาเสียงอยู่พรรคเดียวก็ได้ด้วย ทำให้เลือกตั้งที่จะถึง 2 เม.ย. เราจะไปทำหน้าที่อะไรกัน ทางเลือกก็คือเอา (เลือกไทยรักไทย) กับไม่เอา (เลือกไม่ออกเสียง) ไทยรักไทย ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่าเอาหรือไม่เอา ทักษิณ ตะหาก

นอกจากนี้ระหว่างทางก่อนเลือกตั้ง 2 เม.ย. ก็วุ่นวายพอดู มีการลอบบี้ผู้สมัครลูกกระจิบให้ลงสมัครเพื่อที่ตัวเองจะได้มีคู่แข่งเพื่อป ลดล็อกคะแนนเสียงที่ได้ในบางเขตที่อาจจะไม่ถึง 20% (โดยเฉพาะปักษ์ใต้บ้านเรา)

ตั้งแต่มี ส.ส. ปาตี้ลิสต์พรรคไทยรักไทย ลาออกไปบวช งานลอบบี้เลยหนักกว่าเก่า คราวนี้นอกจากจะต้องหาผู้สมัครจากพรรคอื่นมาลงแข่งแล้ว ยังต้องทำให้พวกพรรคกระจิ๊บกระจ้อยเหล่านั้น ได้รับเลือกปาร์ตี้ลิสต์เข้ามาบ้างอย่างน้อยก็ 5% ของจำนวนผู้ออกเสียงเลือกตั้งทั้งหมด เพื่อเอามาอุด พระเปม ที่ลาออกไป ไม่อย่างนั้นสภาก็จะเปิดไม่ได้

เป็นการเมืองที่เต้นรำอยู่คนเดียว แทนที่จะหาทางชูนโยบายของตัวเองเพื่อให้ได้รับเลือกแต่กลับต้องหาทางทำอย่าง ไรให้พรรคอื่นๆ ได้รับเลือกบ้าง (แล้วก็ทำจริงๆ ซะด้วยสิ 55) ไม่นานเราคงเห็นป้ายหาเสียงพรรคเกษตรกรไทย มีรูปหัวหน้าพรรคไทยรักไทยยืนอยู่ข้างๆ แล้วเขียนว่า "ถ้าอยากให้ผมทำงานต่อ โปรดกาเบอร์ ... พรรคเกษตรกรไทย!!"

ผมติดตามเ รื่องเหล่านี้แล้วก็ได้แต่อนาจการเมืองไทยและพรรคการเมืองที่ใหญ่ท ี่สุดของประเทศ น่าอายเสียจริงๆ อยากรับใช้ประชาชน จนตัวสั่น

รู้อย่างนี้แล้วจะกาเบอร์อะไร คำตอบก็คงมีแค่ 2 ทางอย่างที่ว่าไว้ข้างต้น

14 มี.ค. 2549

09 มีนาคม 2549

"บอยคอตอะไรได้บ้าง" (Boycott?)


วันนี้เห็นหน้าเจ้าเบื้อกทางหน้าหนังสือพิมพ์โชว์ไปรษณียบัตร "สู้โว้ย" แล้วเอือมระอา ในขณะเดียวกันก็มีการรณรงศ์บอยคอตสินค้าที่กลุ่มทุนสิงคโปร์ซื้อจากชินคอร์ป ไปรวมทั้งสินค้าของกลุ่มทุนฟากฝั่งรัฐบาลด้วย ใจจริงก็อยากจะให้กำลังใจและร่วมรณรงศ์ให้ส่งผลสะเทือนเหมือนกันแต่คำถามที่ อยากจะถาม คือ แล้วมีอะไรที่ไม่ใช่สินค้าที่เข้าข่ายบ้างล่ะ แทนที่จะถามว่ามีอะไรที่เข้าข่ายบ้าง เพราะ ทุกวันนี้เราอาจจะไม่รู้ตัวว่าชีวิตตกอยู่ในอุ้งตีนพวกกลุ่มทุนเหล่านี้แล้ว โดยสิ้นเชิง

ผมจะลองนึกยกตัวอย่างดูเล่นๆ สักนิดเท่าที่จะจำได้ โทรศัพท์พื้นฐาน+Internet ความเร็วสูง True (Move), โทรศัพท์มือถือ Orange, UBC, รวมถึง สินค้าเกษตรทั้งหลายแหล่ หายห่วงว่าส่วนใหญ่เป็นของ เครือเจริญโภคภัณฑ์ สินค้าอะไหล่รถ อุตสาหกรรมยานยนต์ ล้วนนำเข้าจากพ่อค้าเครือ Summit ไม่เว้นแม้แต่รองเท้าที่บ้านผมขายอยู่ยี่ห้อ Aerosoft หะ หะ ยังเป็นของเครือ Summit Footware ถึงแม้ว่าแม่ผมปากก็ไม่ชอบ รบ. "แต่สินค้า Summit Footware เค้าดีจริงๆ ไม่เอาเปรียบรายย่อย" 55 ผลประโยชน์อยู่เหนือการเมืองเสมอ อ้อ ชื่อเจ้าของคือ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เจ้าของคดี CTX นั่นแล

ส่วนสินค้าเครือชินคอร์ปคิดว ่าคงไม่ต้องสาธยายมาก การสื่อสาร ดาวเทียม โรงพยาบาล สายการบินโลว์คอสต์ ที่ตอนนี้ได้ข่าวว่าซื้อกลับมาแล้วในนาม เอเชียเอวิเอชั่น (ถ้าจำชื่อไม่ผิด) จะทิ้งอ่างทองคำใบใหญ่ไปได้อย่างไร

ส่วนใหญ่เป็นส ินค้าที่แสนจะจำเป็นสำหรับชนชั้นกลาง และพวกชนชั้นกลางทั้งนั้นที่ออกมาประท้วงบอยคอต ผมถามง่ายๆ ว่าพวกคุณทิ้งชีวิตชนชั้นกลางในเมืองได้เมื่อไร เมื่อนั้นหละถึงจะทำได้สำเร็จ เอาเป็นว่าถึงจะทำได้ไม่ร้อยเปอร์เซนต์ แต่แค่ทำการเลี่ยงก็ยากแล้ว

จะเห็นว่าเราสนใจการทุจริต การขายชาติเวลานี้กว่าเราจะรู้สึกตัวกันได้ตอนนี้ก็แทบไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ที่เหลือก็จะมีแต่ ชายสี่หมีเกี๊ยว ขนม ลูกชิ้นทอด ที่ยังมีคนไทยตาดำๆ เป็นเจ้าของอยู่

ผมกลัวเหลือเกินว่าถ้าวันหนึ่งผมลืมตาตื่นมาอีกที ประเทศที่ผมยืนอยู่อาจจะกลายเป็นจังหวัดหนึ่งของสิงคโปร์ไปเสียแล้วจะทำอย่างไร

ภาพจากมติชน
http://www.matichon.co.th

09 มี.ค. 25491
MrsJan

08 มีนาคม 2549

"มูลนิธิทำร้ายสังคม" (Profit Organization)

ผมเคยเห็นเด็กชาวเขาคนหนึ่งตอนไปบ้านอาดี่ ใส่เสื้อ "มูลนิธิอายิโนโมโต๊ะ" แล้วก็คิดในใจว่า "เฮ้ยมันตั้งมาทำอะไรกันวะเนี่ย" ถ้าความเข้าใจผมไม่คลาดเคลื่อน เข้าใจว่าการตั้งมูลนิธิเป็นเรื่องของการช่วยเหลือ บรรเทา แบ่งเบาภาระรัฐบาลในการช่วยเหลือสังคม ด้วยไม่ได้หวังในสิ่งตอบแทนที่เป็นผลกำไรแล้วบริษัทผลิตผงชูรสแห่งนี้ตั้งขึ ้นมาด้วยจุดประสงค์อะไรกันแน่ วันนี้จะเขียนตอบข้อสงสัยให้กับตัวเอง

ท ุกวันนี้การใช้ผงชูรสเป็นกันไปอย่างแพร่หลายจนแทบจะเรียกได้ว่าร้านค้ากว่า 90% (ประมาณเอาเองแบบปราณี) ใช้ผงชูรสในการประกอบอาหาร เป็นที่รู้กันอยู่ว่าเจ้าผงชูรสนี้มีโทษมหันต์ทั้งระยะยาวและระยะสั้น ในระยะยาวอาจเป็นสารก่อมะเร็งจากการเผาใหม้ด้วยความร้อนในการประกอบอาหาร ส่วนในระยะสั้นจะเกิดอาการวิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน ปากคอแห้ง ซึ่งมีผลมาจากปริมาณโซเดียมที่มากเกินไป

ทีนี้การหลีกเลี่ยงอาจเป็นเ รื่องที่ทำได้ยากในชีวิตประจำวันที่การทำมาหาเลี้ยงชีพได้หลุดออกจากคำว่าทำ มาหากินไปเสียแล้ว เพราะทุกวันนี้เราทำอาชีพที่แยกส่วนจากการทำมาหากินโดยสิ้นเชิง ที่ถึงแม้เราจะหาเงินได้มากเท่าไร เราก็ไม่สามารถที่จะผลิตอาหารเลี้ยงตัวเองได้แล้วเราก็เต็มใจที่จะไม่ทำมัน แล้วเสียด้วย ดังนั้นหนทางเดียวคือการซื้อกินนั่นเอง อาหารจึงเปลี่ยนมาเป็นสินค้า สินค้าต้องทำกำไร การทำกำไรอย่างง่ายอันดับแรกคือลดต้นทุนการผลิต ดังนั้นการใช้ผงชูรสแทนน้ำต้มกระดูกก็ลดต้นทุนได้ไม่เลวเลยทีเดียว

เ มื่อผงวิเศษทำได้ขนาดนี้แล้วใครจะปฏิเสธได้ ถ้าเป็นดั่งที่โฆษณาอวดอ้างจะเห็นว่า "ไม่ว่ามื้อไหนๆ ก็อร่อยกันทุกครัวเรือน" แสดงภาพการประกอบอาหารจากทั่วโลก สุดท้ายต้นตำรับจากญี่ปุ่นก็รวยเป็นเทน้ำจากการขายเจ้าผงตัวนี้ ทีนี้พอเงินทะลักเหลือใช้ ก็เจียดมาว่าจะทำอย่างไรดีเพื่อที่จะให้ภาพลักษณ์ดูดีขึ้น ด้วยการก่อตั้งมูลนิธิ เป็นการฟอกตัวให้ดูดีขึ้น อุปมาเหมือนการแจกผ้าห่มต้านภัยหนาวจากบริษัทเบียร์ การเอาเงินขายหวยมาแจกทุนการศึกษา หรือว่า แหะ แหะ จะบริจาคเงินจากการขายหุ้นมหาศาลส่วนหนึ่งมาก่อตั้งมูลนิธิ มันจึงดูทะแม่งๆ ชอบกล


เพื่อไม่เป็นการพูดข้างเดียวลองฟังความของทาง อายิโนะโมะโต๊ะ ดูบ้าง
http://www.ajinomoto.co.th/th_product_s.shtml

08 มี.ค. 25491
MrsJan

06 มีนาคม 2549

ผู้ชายเป็นใหญ่

วันนี้ผมดูแดจังกึมด้วยสงสัยว่าการที่พระราชาสามารถที่จะมีนางสนม (หรือง่ายๆ จากสายตาผมก็คือมีเมียน้อย) ได้ตามใจชอบแล้วทุกคนก็เห็นชอบเป็นประเพณีปฏิบัติ แม้แต่พระมเหสีก็ยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานโดยที่ไม่ได้มีความรู้สึกแปลกประห ลาดพิสดารแต่อย่างใด ถ้าจากสายตาของผมก็อยากจะถามว่าแล้วพระมเหสีไม่รู้สึกอะไรบ้างหรือ !??

ทำให้เราเห็นได้เลยว่าประเพณีปฏิบัติในสมัยนั้นให้ผู้ชายเป็นใหญ่จนทุกคน เกิดความเคยชิน ทำให้ทุกคนไม่ได้รู้สึกอะไรเลยและผู้หญิงก็ถูกสอนให้คิดไปแบบนั้นเหมือนกัน จนไม่คิดว่ามันมีอะไรที่ผิดปกติ ยกเว้นตัวนางเอก!!

การณ์ปรากฏชัดยิ่งขึ้นในตอนท้ายเรื่อง ขณะที่พระราชาแต่งตั้งให้นางเอกเป็นขุนนางแล้วได้มีการต่อต้านอย่างหนักถึงข ั้นพระพันปีออกมานั่งให้สำเร็จโทษฐานไม่อบรมเลี้ยงดูลูกให้ดี จะเห็นว่าการที่ให้ผู้หญิงเป็นใหญ่เป็นโตในตำแหน่งสูงๆ ที่ทัดเทียมผู้ชายนั้นกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่ถึงแม้ว่าจะเก่งอย่างไรก็ให้ยศถาบรรดาศักดิ์เท่าเทียมผู้ชายไม่ได้

ด ังนั้นผู้หญิงจึงมักที่จะโดนกดไว้เบื้องล่างอยู่ตลอดเวลา แล้วซ้ำร้ายไอ้เจ้าปรากฏการณ์เหล่านี้ก็ดันเกิดขึ้นทั่วโลกจนเป็นโลกา ภิวัฒน์ไปซะงั้น หลังจากเรื่องราวเกี่ยวกับการเมืองการแก่งแย่งชิงอำนาจภายในวังหลวงได้ผ่านไ ป ก็เข้าสู่เนื้อหาการต่อสู้ระหว่างกลุ่มอนุรักษ์นิยมกับพวกหัวก้าวหน้า ทำให้เรื่องราวกลับเข้มข้นยิ่งขึ้น

นอกจากตัวนางเอกจะฟันฝ่าข้อคำถาม หลายอย่างในสมัยวัยเด็กไปได้แต่ก็เจอกับแรงต้านมากมาย เพียงเพราะความเป็นคนหัวก้าวหน้าและทันสมัยจนเกินไป ทำให้ผู้คนในสมัยนั้นที่ตามนางเอกไม่ทันก็พากันรับไม่ได้และออกแรงต้านอย่างสุดฤทธิ์

การพัฒนาในยุคสมัยใหม่นี้ ผู้หญิงได้ผ่านการยอมรับแล้วว่ามีความสามารถทัดเทียมผู้ชาย ทั้ง สว.ระเบียบรัตน์ที่พยายามจะต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีอย่างเข้มข้น แต่หลายอย่างก็ก้าวหน้าเกินไปจนชาวบ้านรับไม่ได้ ทำให้ผมออกจะมองดูหนังเรื่องนี้ด้วยความฉงนและไม่เข้าใจ ไม่ต่างกับแดจังกึมตอนที่ยังเป็นเด็กอยู่

06 มี.ค. 2549
MrsJan

กุนซือ (Consultant)

ผมล่ะสงสัยจริงๆ เลยว่าใครกันแน่หลักๆ ที่ทำหน้าที่เป็นกุนซืออยู่เบื้องหลังการก้าวย่างของทักษิณ วันนี้เลยไปสะดุด ข่าวจาก darknews เลยได้เรื่องที่ต้องการมาอ่านพอดี

ภาพข่าวจาก
http://www.darknews.net/

06 มี.ค. 2549
MrsJan

01 มีนาคม 2549

"สถานการณ์ที่ต้องจับตา" (Observation)

ขณะนี้มีการตอบโต้สับเปลี่ยนกันรายวัน ผลัดกันรับผลัดกันรุก ระหว่างฝ่ายค้านกับรักษาการณ์ ไปจนถึงกลุ่มม็อบ กลุ่มนักเรียนและกลุ่มนักศึกษา

มาวันนี้ กกต. จะอ้างอะไรก็ช่างแต่เชื่อได้เลยว่า กลุ่มรักษาการณ์ ว่าไงก็ว่าตามกันแหงๆ อยู่แล้ว ฝ่ายรักษาการณ์นอกจากจะมีประชาชนเสียงข้างมากเป็นพวกแล้ว ยังมีอำนาจอยู่ในองค์กรอิสระอีก แล้วพร่ำบอกให้ใครต่อใครเล่นตามกติกา กติกา กติกา ฟังแล้วเลือดขึ้นหน้าว่ะ ไอ้กติกาที่พวกคุณเป็นคนกำกับ มันเป็นกติกาที่ชอบธรรมได้อย่างไรหรือพูดเอาไว้เป็นข้อแก้ตัวให้กับพวกที่ให้การสนับสนุนอยู่มากมายในประเทศขณะนี้

สถานการณ์ในฟิลิปปินส์ตอนนี้ก็ไม่ต่างกัน มันเป็นผลสะท้อนปรากฏการณ์ของประเทศด้อยพัฒนา (ไม่จำเป็นต้องดัดจริตเรียกประเทศกำลังพัฒนา) ที่ช่างคล้ายคลึงกันซะนี่กระไร ถ้าอยากจะดูคุณภาพประชาชนของประเทศนั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร ก็ให้ดูจากตัวผู้นำประเทศนั้นๆ นั่นแลก็พอจะเดาได้ไม่ยาก

ผมแทบหายใจไม่ออกในการอ่านข่าวทุกวันนี้ ไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะไปสิ้นสุดตรงไหน

ภาพข่าวจาก Darknews
http://www.darknews.net/

1 มี.ค. 2549
MrsJan

อาสาสมัครจากต่างแดน (Overseas Volunteer)

วันนี้รับแขกมาทัศนศึกษาเกี่ยวกับ Technology ที่ใช้งานในกระจกเงา ชื่อ Toby เค้าสนใจเกี่ยวกับ CMS ที่พัฒนาโดยคนบ้านนอก (ชื่อทีมนะครับ) การสาธิตเป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะการสนทนาเป็นภาษาอังกฤษ แต่ละคนในทีม ict ก็พูดฟังกันไม่ค่อยได้ งานนี้ผมเลยเป็นล่ามจำเป็นโดนเข้าไปร่วมด้วยโดยปริยาย (ผมไม่ได้อยู่ในทีม ict)

ตัวผมก็ใช่จะได้ใช้ภาษาอังกฤษซะที่ไหน แต่ก็ยังพอไปได้บ้างมากกว่าอีกหลายคนในที่นี้นิดหน่อย (เวรกรรมจริงๆ) แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า Toby อยู่ในเมืองไทยมาก็หลายปี แต่ภาษาไทยไม่กระดิกเลยไม่เหมือนกันอาสาสมัครที่มาทำอย่างอื่นแค่ 2-3 เดือนก็พอพูดได้แล้ว

งานนี้ผมถึงได้เรียนรู้ว่าบรรดา technician คนไทยที่ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้มากฉันใด technician ต่างชาติก็ไม่สามารถพูดภาษาไทยได้เท่าฉันนั้น นั่นแล

1 มี.ค. 2549
MrsJan

28 กุมภาพันธ์ 2549

"คนไปร่วมชุมนุมเท่าไรกันแน่" (How Many?)



หลายคนอาจจะสงสัยว่าไอ้ที่ไปชุมนุมกันนั้นมันเท่าไรกันแน่ หาคำตอบได้ที่นี่ www.thaigoogleearth.com

เค้าว่ากันว่า

วัดความกว้างโดยประมาณได้ 207 เมตร
วัดความยาวโดยประมาณได้ 571 เมตร
ได้พื้นที่ 118,197 ตารางเมตร
สมมติว่ามีคนนั่งฟังได้ 2 คนต่อตารางเมตร
ก็สามารถจุคนได้ประมาณ 236,394 คน

ถ้าสมมติว่า 1 คนต่อตารางเมตร อย่างน้อยๆ ก็ 118,197 คน

ที่มา
http://www.thaigoogleearth.com/index.php?option=com_remository &Itemid=&func=fileinfo&id=650

28 ก.พ. 2549
MrsJan

27 กุมภาพันธ์ 2549

ความขัดแย้งทางความชอบ (Conflict of Opinion)

ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ตอนนี้อาจเรียกได้ว่ามีข่าวอยู่เพียงข่าวเดียวก็เป็นได้

วันนี้ได้ฟังเพื่อนชนเผ่าคนหนึ่งกลับมาจากโรงพยาบาลพูดเรื่องเกี่ยวกับการเมืองบอกว่าในเมืองเค้าคุยกันแต่เรื่องนี้กันจนเป็น talk of the town เพื่อนบอกเล่าจากคำสนทนาในวงตอนนึงว่า "ต่อให้เลือกกี่ครั้งๆ ก็จะเลือกทักษิณคนเดียว" ส่วนตัวเพื่อนเองนั้นว่า "ทักษิณดีที่สุดแล้ว จะไปเลือกใคร" ผมหันไปถามเพื่อนอีกคนว่าอยู่ข้างไหน เค้าว่า "ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ทักษิณ" ผมถามว่ามีเหตุผลอะไร เค้าบอกพวกนี้มันซื้อเสียง ผมถามว่ารู้ได้อย่างไร "ก็ผมไปรับมาเองเค้าแจกคนละร้อย" เพื่อนบอก

ผมกลับมาคิดว่าเหตุผลเพียงแค่นี้เองหรือที่จะไม่เลือก เหมือนที่ผมเคยได้รับมาด้วยว่า อย่าไปเลือกคนซื้อเสียงนะเพราะคนพวกนี้เป็นคนไม่ดี

แต่อย่างไรก็ตาม อาจไม่เป็นที่น่าแปลกใจสักเท่าไรนักสำหรับที่จังหวัดเชียงรายนี้ เพราะ หมู่บ้านจะแลที่ผมทำโครงการอยู่ ก็สนับสนุนทักษิณกันทั้งหมู่บ้าน ภายในเมืองก็มียังป้ายผ้าสนับสนุนนายก อยู่บ่อยๆ

สนใจว่าประเทศไทยตอนนี้กำลังแตกแยกความคิดออกเป็น 2 ส่วน สมมติ ถ้า นาย ทักษิณ ลาออกไปอย่างที่กลุ่มม็อบสมหวังจริงจะเกิดอะไรขึ้น แล้วในทางกลับกันถ้าการเลือกตั้งเสร็จสมอารมณ์หมาย นาย ทักษิณ ได้กลับมาเป็นนายก อีกครั้งหนึ่งล่ะจะเกิดอะไรขึ้น การเมืองไทยกำลังจะวิ่งไปทางไหน ผมออกจะติดตามเรื่องพวกนี้ด้วยความเป็นห่วงอย่างยิ่ง

ที่มารูปภาพจาก
http://www.dailynews.co.th

27 ก.พ. 2549
MrsJan

26 กุมภาพันธ์ 2549

"แล้วก็ยุบสภา" (Dissolve of Parliament)

วันนี้เป็นดีเดย์รวมพลครั้งที่ 3 และเป็นครั้งแรกที่กองทัพธรรมประกาศร่วมขบวนด้วยยืดเยื้อ ที่ๆ ผมพักอยู่ไม่มีทั้งวิทยุและโทรทัศน์มีเพียงแค่หนังสือพิมพ์เท่านั้นที่จะทำใ ห้ผมได้รับรู้ข่าวสารจากภายนอกได้ ท่ามกลางการประท้วงหลายแห่งทั่วประเทศ ทักษิณประกาศยุบสภาก่อน ดีเดย์ 2 วัน ได้สร้างความตกอกตกใจให้กับบรรดาพรรคร่วมฝ่ายค้านจนตั้งตัวไม่ติด (เหมือนหมาโดนน้ำร้อนลวก) ถึงขนาดคิดที่จะร่วมมือกันประท้วงไม่ส่ง ส.ส. ลงเลือกตั้งในครั้งนี้ อันที่จริงก็เป็นไปตามคาดอยู่แล้วว่าหนทางที่ดีที่สุดหรือไม้ตายสุดท้ายของ เค้ามันก็มีแต่ทางนี้เท่านั้น แต่จะถูกใจใครหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องนึง!!

การลาออกของผู้เฒ่ากลุ่มวังน้ำเย็นเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญ ดีกว่าที่จะขมขื่นอยู่ในตารางกับดัก 90 วัน และอีกหลายคนที่ทยอยลาออกไม่ว่าจะเป็น กร ทัพรังสีและใครอีกคนจำชื่อไม่ได้นั้นก็เช่นกัน นั่นหมายความว่าบุคคลเหล่านี้ไม่มีสิทธิที่จะได้ลงเลือกตั้งในสมัยหน้าอย่าง แน่นอน

การยุบสภาในครั้งนี้ผมพบว่าคนๆ นี้ยังอาจจะได้รับเลือกเข้ามาอีกครั้ง 1 ในสมัยหน้านั้น แค่คิดก็รู้สึกขยะแขยงเป็นอย่างมาก ผมออกจะสงสัยว่าไอ้คนที่มันตระบัดสัตย์และพูดจาโกหกซ้ำซาก ที่บอกว่าไม่ยุบ (ถ้ายุบจะแจ้งก่อน 90 วัน ผมไม่ทรยศแน่นอน) ไม่ออก รอไปชาติหน้าตอนสายๆ เถอะเอ็ง (ขนาดชาติใหม่มาถึงแล้วยังอุตส่าห์วนเวียนมาเจอกันอีก) ขนาดนี้แล้ว พลพรรคก็ยังให้ความไว้เนื้อเชื่อใจว่า "เป็นการตัดสินใจของหัวหน้าพรรคที่คิดว่าได้ผ่านการตรึกตรองมาอย่างดีแล้ว !!" นั่นแสดงให้เห็นว่า คนที่มีปัญหาจึงไม่ใช่แค่ทักษิณเพียงคนเดียว แต่ลูกหาบและลิ่วล้อก็ยังคงมีปัญหาทางสติปัญญาและมันสมองอยู่อีกมาก

ก่อนยุบสภายังทิ้งทวนรายการลด แลก แจก แถม พร้อมด่าทอ ต่างๆ นานา ผ่านรายการวิทยุในวันเสาร์สุดท้ายที่จะมีการออกอากาศในสมัยรัฐบาลนี้ว่า "เหตุผลที่ยุบสภา คือ ต้องการรักษากติกาของบ้านเมืองไว้ ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติชัดว่าไม่พอใจก็สามารถถอดถอนผ่านองค์กรต่างๆ ทำได้หลายอย่าง แต่ว่าช่องทางประชาธิปไตยไม่ค่อยถูกใช้ ไปใช้อาศัยประชาธิปไตยว่า ไปชุมนุม ไปแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีแต่เกินเลย ที่สุดก็สร้างปัญหา ... วันนี้คนบางกลุ่มทำตัวเสมือนว่าสามารถชี้นำและตัดสินใจแทนประชาชนได้โดยไม่ ยึดหลักประชาธิปไตย จะใช้กฏหมู่เหนือกฏหมาย ซึ่งผมรับไม่ได้ ผมพร้อมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ท่านทั้งหลายที่เสียงดังในวันนี้ ก็หนึ่งเสียงเท่ากันครับ เข้าไปก็กาได้เบอร์เดียว ไม่มีกาได้แสนเบอร์ กาได้เบอร์เดียวเหมือนกัน ประชาชนเท่านั้นเป็นคนตัดสินท่านอย่าไปคิดว่าท่านคือผู้ที่เหนือกว่าประชาชน ตัดสินแทนประชาชน"

จากคำอ้างต่างๆ นาๆ เกราะคุ้มกันของนายคนนี้ยังคงมีอยู่เรื่องเดียวคือวัดพลังประชาชนเข้าใส่กัน (วันนี้ไม่พูดถึง 19 ล้านเสียงแฮะ) ประชาชน (ที่ความสามารถและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารไม่เท่ากัน) และพร่ำเพ้อเกี่ยวกับ ข้อกฏหมาย (ที่ตัวเองไม่เคยเคารพ) กติกา (ที่ตัวเองจะได้ประโยชน์) ประชาธิปไตย (ที่อ้างแค่เสียงส่วนมาก) เหล่านี้สำรอกออกมาจากความไม่รู้หรือแกล้งโง่กันแน่ แล้วพูดให้ชาวบ้านฟังอยู่คนเดียวในขณะที่คนอื่นๆ ไม่มีสิทธิได้ชี้แจง เพราะ ช่องทางของฝั่งตรงข้ามถูกสกัดกั้นทุกวิถีทางซึ่งอันนี้เป็นกติกา จากปากท่านที่ไม่เคยพูดถึง หลีกเลี่ยงกฏหมายเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียภาษี ออกกฏหมายเพื่อที่จะให้สิ่งที่ตัวเองทำนั้นถูกต้อง แต่อาจผิดศีลธรรมจรรยาว่าด้วยความซื่อสัตย์ (ซึ่งไม่ได้แปลว่าถูกกฏหมาย) ช่องทางตามระบบกติกาที่ท่านว่าไม่ได้รับการพิจารณา (กรณีการยื่นถอดถอนนายกฯ ผ่านศาลรัฐธรรมนูญ)

น อกจากเหล่านี้แล้วยังพยายามบิดเบือนเจตนารมย์ประชาธิปไตยด้วยการยกให้เป็น เรื่องของเสียงข้างมากเพียงเรื่องเดียวและยังพยายามบิดเบือนศีลธรรม ความซื่อสัตย์ ความดีงาม จริยธรรมให้อยู่ในกรอบความหมายของคำว่า "ถูกกฏหมาย" เท่านั้น สรุปง่ายๆ ว่าคนๆ นี้ ไม่ยอมให้กฏหมู่เหนือกฏหมายแต่ยอมให้กฏหมายอยู่เหนือศีลธรรม

แล้วเราจะยอมให้คนพรรค์นี้รับโทษเพียงแค่ลาออกไปนั่งเป็นหัวหน้ารุ่น ตท. 10 เพียงเท่านั้นหล่ะหรือ

รูปภาพจาก
http://www.manager.co.th


26 ก.พ. 2549
MrsJan

"จะไปดูงานกันที่ไหนดี" ครั้งที่ 1 (Inspect Activities 1)

จุดมุ่งหมายที่คิดจะไปดูตอนแรกนั้น ผมหมายตา ลุงยงค์ นายประยงค์ รณรงศ์ จ.นครศรีธรรมราช (รางวัลแมกไซไซปี 48) อ่านจากงานเขียนของ เสรี พงพิศ แล้วชอบมาก ถ้ามีโอกาสกลับบ้านจะไปให้ได้สักครั้ง 1

หลังจากไปงานเปิดตำนานลุ่มน้ำโขงแล้ว ผมได้อ่านเอกสารแจกฟรี เป็นหนังสือพิมพ์ ข่าวชุมชน มีการแนะนำสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง จึงอยากจะบันทึกเอาไว้

เริ่มจากที่แรก "สวนโบราณป้าละมาย : ศูนย์รวมเครื่องแกงประจำชุมชน" ความว่า สวนโบราณของป้าละมาย สุขใย หญิงชราวัย 68 ปี บ้านปากโทก หมู่ 4 ต.จอมทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก เดิมเป็นเพียงชาวสวนธรรมดาๆ ที่ปลูกผักไว้กินเอง แต่เวลาผ่านไปสวนป้าละมายได้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรดั้งเดิมที่ได้รวบรว มพืชพื้นบ้านนานาชนิดเอาไว้ซึ่งมีความสำคัญทั้งในด้านการใช้ประโยชน์และการ อนุรักษ์ สวนแห่งนี้ได้สร้างรายได้ให้แก่เจ้าของสวนตลอดปี รวมไปถึงคนในชุมชนที่สามารถเข้ามาเก็บเพื่อนำไปทำอาหารรับประทานภายใน ครอบครัว จนได้รับฉายาว่า "ศูนย์เครื่องแกงประจำชุมชน"

"เดิมทีป้าปลูกไว้กินเอง หากเหลือก็ขาย ปลูกมาเรื่อยๆ ไม่ได้ปลูกพร้อมกัน ปลูกเสร็จก็ปล่อยมันไปตามธรรมชาติ คอยให้ปุ๋ยรดน้ำเป็นครั้งคราว พอผ่านไปหลายปี ต้นไม้ที่ปลูกไว้ก็พากันเติบใหญ่ร่มรื่นและได้ผลอย่างที่เห็น" ป้าเล่าต่อว่า ตนเองมีเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ เริ่มปลูกพืชผลไม่ต่างๆ เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ปลูกทิ้งไว้ต้นไหนตายก็ปลูกทดแทน แต่จะไม่ทำลายทิ้งโดยพืชที่ปลูกก็มีทั้งไม้ผล เช่น มะปราง มะไฟ กระท้อน ขนุน มะม่วง มะพร้าว น้อยหน้า มะยม มะขวิดและมะกรูด พืชเศรษฐกิจ เช่น มัน อ้อย กระชาย ข่า ใบชะพลู เผือก พริก มะเขือ ตะไคร้ ถั่วพลู กะเพรา เป็นต้น พืชสมุนไพร เช่น ต้นสลอด บัวบก ว่านสาวหลง เสลดพังพอน ว่านพญาม้า เป็นต้น ไม้ใช้ประโยชน์ เช่น ไม้ประดู่ ยางนา สัก จามจุรี ไผ่ เป็นต้น ซึ่งให้ผลผลิตได้ทั้งปี ทำให้มีอยู่กิน โดยไม่ต้องเดือดร้อน

จากชาวบ้านธรรมดาๆ ได้กลายเป็น "ปราชญ์ชาวบ้าน" คนสำคัญ ที่สั่งสม "ภูมิปัญญาท้องถิ่นเอาไว้มากมาย" สามารถเป็นต้นแบบให้กับคนสนใจทางด้านนี้ได้อย่างดีทีเดียว

26 ก.พ. 2549
MrsJan

25 กุมภาพันธ์ 2549

สัมนากระแสน้ำโขงที่เปลี่ยนไป กระทบอย่างไรกับชาวบ้าน (Mekong River and Effect)

ช่วงเช้ามีการสัมนาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำโขงที่แปรปรวนต่างไปจ ากเมื่อก่อนมีวิทยากรออกมาพูดคุย 4-5 ท่าน โดยตัวงานในครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่การสร้างเขื่อนของจีน มีการปิดกั้นกระแสน้ำและทำเขื่อนคร่อมแม่น้ำโขง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ เช่น น้ำลดลงมากกว่าแต่เก่า เวลาน้ำมากก็มากผิดปกติ และ กระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ทำให้พวกปลาต้องมีการอพยพไปอยู่ถิ่นฐานใหม่ที่เหมาะสมกว่า ระบบนิเวศน์ที่มีอยู่เดิมได้เสียไป แต่ก่อนจะมีเทศกาลจับปลาบึกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของน้ำโขง ซึ่งโดยปกติแล้วจะแต่ละครั้งจะจับได้ 20-30 ตัว แต่มาในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้แต่ละปีนั้นเค้าเล่าว่าจับได้เพียง 4 ตัวเท่านั้น นี่ย่อมเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความผิดปกติของลำน้ำโขง

วิทยากรท่านนึงรู้สึกจะชื่อ อาจารย์ ธำรงศักดิ์ เป็นอาจารย์จากวิทยาลัย นวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต ได้บรรยายตั้งแต่แรกเริ่มของการพัฒนาชาติจีนว่ามีความเป็นมาอย่างไรและปัจจุ บันเป็นอย่างไร ท่านได้บรรยายเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับประเทศจีนภายใน 10 ปี ที่ได้มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างมากสังเกตได้จากตึกระฟ้า, การคมนาคมทางรถไฟที่รวดเร็ว, การลงทุนเมกะโปรเจคก์ ของทางรัฐบาล เหล่านี้เป็นการเติบโตแบบยักตื่นอย่างที่ใครเค้าพูดถึงจริงๆ ผมเสริมเพิ่มเติมว่าเพราะการพัฒนาแบบก้าวกระโดดแบบนี้ของจีนทำให้ปริมาณการ ใช้ไฟฟ้าของจีนขาดแคลน ทำให้ต้องเร่งสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก อย่างเร่งด่วน

มีอยู่ตอนนึงท่านเล่าว่า ทางตอนใต้ของมลฑลยูนนานมีการอพยพผู้คนกว่า 1 ล้าน 9 แสนคนออกไป เพื่อต้องการสร้างเขื่อน การทำอย่างนี้ของจีนทำได้ง่ายนิดเดียวเพราะถ้าเป็นประเทศไทยเราคงไม่มีทางทำ ได้เพราะอย่างของจีนนั้นรัฐบาลเป็นเจ้าของสื่อทั้งหมด ทำให้กระทำการใดๆ ได้อย่างง่ายดายและตามใจชอบ ท่านเปรียบเปรยว่า จีนมองปัญหาของชาวบ้านตรงจุดนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่มีผลอะไรเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยธรรมดา เพราะเป็นเขตบ้านนอกไม่มีการพัฒนาและสุดเขตแดน ขนาดปัญหาของประชากรของตนเองยังไม่สนใจเลยแล้วนับประสาอะไรกับเขตแดนสยามที่ เป็นสุดของที่สุดของบ้านนอกของเค้าอีกที ย่อมที่จะไม่อยู่ในสายตาของจีนอย่างแน่นอน

อีกตอนนึงท่านเล่าว่า "เคยเห็นถ่านนาฬิกา 4 ก้อน 5 บาทหรือไม่ มันเป็นถ่านที่พร้อมจะละลายภายในสองเดือนที่ใช้งาน ทำให้หลายคนถามด้วยความสงสัยว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าของจีนทำไมจึงห่วยนักและคุณภ าพไม่น่าเชื่อถือ เพราะ ระดับประเทศจีนนั้นมีศักยภาพผลิตของมีคุณภาพได้อย่างแน่นอน ท่านสงสัยจึงได้สอบถามไปยังจีน ได้ความว่า อ๋อ สินค้าที่เราส่งไปนั้นมันก็เป็นไปตามเกรดของประเทศนั่นแล" ฟังดูแล้วช่างเจ็บปวดเหลือเกินว่า นี่แหละเป็นสายตาที่จีนมองประเทศเรา (ในขณะที่ 10 ปีก่อนจากที่พวกเราเคยได้เดินทางไปเมืองจีนแล้วดูถูกเขาว่าจนบ้างหล่ะ สกปรกบ้างหล่ะ)

ดังนั้นทางออกของปัญหานี้คือเราจะต้องพยายามผลักดันปัญหานี้เป็นปัญหาระดับโ ลก ให้ช่วยกันป่าวประกาศ กดดัน ก่นประนามจีนในลักษณะของนานาชาติ ไม่ควรทำให้เป็นเรื่องของท้องถิ่นอีกต่อไป ซึ่งผมคิดว่าคงเป็นจุดมุ่งหมายของทางกลุ่มรักษ์น้ำโขงที่กำลังทำงานนี้กัน อยู่อย่างขมักเขม้น

งานนี้มีสิ่งที่ผมประทับใจกับชาวบ้านที่นี่มาก ขณะที่ผมเดินผ่านร้านค้าแห่งหนึ่งมีการรับประทานข้าวกันอยู่ มีการทักทาย ชวนทานข้าว (ตามมารยาท) อย่างน่ารัก หรือแม้กระทั่งร้านอาหารร้าน 1 เป็นร้านภายในงาน พวกเราไปนั่งกินที่ร้าน พร้อมนั่งคุยกับป้าเจ้าของร้าน อย่างเป็นกันเอง บ่นๆ ว่ายังไม่มีที่พัก ป้าแกชวนนอนที่บ้านเสร็จสรรพ บอกว่าบ้านแกมี 2 หลังไม่ค่อยมีคนอยู่จะไปนอนก็ได้ แค่นี้ก็รู้สึกดีและอบอุ่นมาก นี่ขนาดภายในตัวเขตชุมชนเมืองนะ แล้วถ้าเข้าไปข้างในล่ะจะขนาดไหน

25 ก.พ. 2549
MrsJan

24 กุมภาพันธ์ 2549

งานวิถีวัฒนธรรมสองฝั่งโขง (Rak Mekong)

คาดว่าจะได้เดินทางไปค้างก่อน 1 คืนในเย็นวันพฤหัส นัดถูกเลื่อนออกไปเป็นเช้าวันรุ่งขึ้น บอกว่าจะออกตี 4 ผมก็ตื่นตี 4 ออกมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์รอ กว่าพี่จี๊ดจะมารับก็ตี 5 ครึ่ง (กูว่าแล้ว) เดินทางไปได้สักพักจอดแวะตลาดที่ อ.เทิง ทุกคนก็ลงไปซื้อของกินกัน ข้าวเหนียวสังขยา 2 บาท, น้ำเต้าหู้ 3 ถุง 5 บาท โอ้โห นี่มันถูกจริงๆ ค่าครองชีพขนาด 10 กว่าปีก่อนเลยนะนั่น ช่างไม่สมดุลกับค่าน้ำมันในขณะนี้เลยจริงๆ

เมื่ออิ่มกันแล้วเราก็เดินทางกันต่อหลับอีกตื่นสักพักก็ถึงที่หมาย พวกเราเดินไปรอจุดทำบุญพระสงฆ์ที่บริเวณท่าเรือ ยืนกันอยู่สักพักก็มีพระเดินมาถามว่า "ฝั่งนู้น (ลาว) มีพวกมุสลิมอยู่หรือเปล่า ถ้ามีก็ให้ไล่มันออกไปไกลๆ เลยนะ ไอ้พวกมุสลิมนี่มันร้ายนัก ยิ่งพวกมุสลิมทางใต้นี่ยิ่งร้ายหนัก" ผมกับพี่จิ๊ดมองหน้าเหรอหรา ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงได้มีกลุ่มพระ 3 จว.ชายแดนภาคใต้ ออกมาเสนอแนะให้มีการยุบ กอส. พร้อมกริยารุนแรงที่ให้ปราบปรามอย่างหนักหรือว่าวลี "ฆ่ามุสลิมไม่บาป" จะถูกนำมาใช้กับพระในยุคแห่งการปราบปรามการก่อการร้ายที่เข้มข้นอยู่ในเวลาน ี้ทั่วทั้งโลก นำโดย สหรัฐอเมริการ่วมกับอังกฤษ พร้อมเหล่าประเทศลูกสมุน ที่ช่วยกันประนามการก่อการร้ายของพวกมุสลิมว่าเป็นอักษะแห่งความชั่วร้าย และเป็นเนื้อร้ายที่จำเป็นต้องกำจัดทิ้งไปซะ

ระหว่างรอสวดมนต์ผมนั่ง พับเพียบก็แล้วขัดสมาธิก็แล้ว นั่งหลับก็แล้ว ก็สวดไม่เสร็จสักที ไม่รู้ว่าเอาหน่วยความจำมาจากไหนเยอะแยะ สวดอยู่นานมาก ไม่ได้จับเวลาเอาไว้แต่น่าจะไม่ต่ำกว่าครึ่งชม. ผมเลยออกจะสงสัยว่าไอ้ภาษาบาลีเนี่ย มันมีภาษาพูดกันบ้างไม๊ ถ้าใช้การท่องจำอย่างเดียวนี่ไม่น่าเชื่อว่าจะจำกันได้ทั้งหมด เพราะถ้ามีเป็นภาษาพูดก็อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ความจำทั้งหมดก็เป็นได้ แล้วถ้ามีเนี่ยบรรดาพระทั้งหลายเวลาพูดคุยกันก็คงไม่ได้ใช้ภาษาบาลีหรอกแล้ว เค้าท่องกันไปได้อย่างไร

งานนี้เป็นการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการอนุร ักษ์ลุ่มน้ำโขงให้สืบต่อไปโดยให้ ความรู้และให้ตระหนักรู้ถึงภัยที่กำลังจะมาถึง ให้ทุกคนช่วยกันปกป้องรักษาความอุดมสมบูรณ์ของผืนน้ำแห่งนี้เอาไว้ โดยเฉพาะภาคประชาชนเพราะถ้าจะให้ไปหวังพึ่งพาภาครัฐคงลำบาก ช่วงบ่ายมีการสัมนาเกี่ยวกับศาสนาและการอนุรักษ์ เมื่อไปถึงก็เห็นว่าเค้าค่อนข้างที่จะ private เอามากๆ นั่งโต๊ะคุยกันงึมๆ งัมๆ ฟังไม่ได้ศัพท์เอาซะเลย หัวเรื่องก็ไม่ตรงกับที่ว่า ผมจึงตัดสินใจเดินออกมาอ่านหนังสืออยู่หน้าห้อง สักพักพวกเราก็ตามกันออกมา แล้วเราเดินกลับมาบริเวณจัดงานอีกครั้งเห็นเวทีสัมนา มีพระ 3 รูป คุณประสาน มฤคพิทักษ์ และ สว. เตือนใจ ถึงได้รู้ว่าตะกี้นี้ไปผิดที่ -_-' ฟังอยู่ได้ประมาณครึ่งชม.ก็จบ เป็นที่น่าเสียดายทีเดียวเชียว

ตกเย็น ทุกคนอยากดูโทรทัศน์กันเนื่องจากต้องการทราบข่าวการเมืองที่กำลังเข้ม ข้นทำให้พวกเราไปเดินหาบ้านหรือร้านค้าที่เปิดโทรทัศน์ดู จะได้ไปดูด้วยปรากฎว่าแม้แต่ร้านขายโทรทัศน์เองยังไม่เปิดเลย เลยตัดสินใจตั้งโต๊ะขายของของร้าน ebannok เพื่อรอเวลาที่จะไปดูการแสดงละคร มีคนสนใจแวะเวียนมาดูบ้างแต่สินค้าที่ขายได้มีเพียงนกหวีดเท่านั้นเพราะความ ที่มัน unique และไม่สามารถหาซื้อที่ไหนได้ ส่วนสินค้าอื่นๆ ของเรานั้นไม่น่าสนใจสักเท่าไรเพราะหาซื้อได้ตามที่อื่นๆ และราคาก็ไม่ถูกด้วย สักพักพอได้ยินเสียงถึงได้รู้ว่าการแสดงละครเงาได้เริ่มขึ้นแล้วจึงได้รีบ เก็บของแล้วไปดูละครกัน

ล ะครมีชื่อว่า "นิทานริมฝั่งโขง" เริ่มต้นขึ้นด้วยมียายแก่ถือตะเกียงออกมาภายเรือในความมืดและบั้งไฟพญานาค หลังจากนั้นจึงเป็นภาพของพญานาคมาพร้อมกันเสียงเพลงที่น่าตื่นตา เสียงดังสนั่น พร้อมกับสายน้ำ กับการต่อสู้ของพญานาคกับพญาครุต ตัดฉากสลับกับแสงสีเสียงกับการจราจรภายในเมืองที่คึกคัก ผมตั้งใจดูด้วยความสนใจเพราะแสดงได้ระทึกใจทั้งเสียงเพลงประกอบและท่าทาง แต่จริงๆ ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจเนื้อหาสักเท่าไรหรอกครับว่าที่แสดงมานั้นต้องการที่จะสื่ อถึงอะไรบ้าง หลังจากนั้นจึงได้มีการแสดงดนตรีฟังอยู่ได้สัก 2-3 เพลงก็ตัดสินใจไปนอนเพราะง่วงมากแล้ว ราตรีสวัสดิ์

24 ก.พ. 2549
MrsJan

21 พฤศจิกายน 2548

อาสาสมัคร (Volunteer)

กว่าจะได้มาทำงานที่ hilltribe.org ผมได้ผ่านการพูดคุยกับพี่หมูทาง email อยู่หลายครั้ง หลายวันกว่าจะตอบกลับมาครั้งนึง จนสงสัยว่าเค้ารีบหรือไม่รีบรับเจ้าหน้าที่กันแน่ แล้วเรื่องก็ดำเนินไปถึงว่าให้ไปพูดคุยกับพี่ลักษณ์ที่กรุงเทพฯ ดูว่าอย่างไร คุยไปคุยมาก็ได้ข้อสรุปให้ไปลองเข้าโครงการครูอาสาดูก่อนแล้วว่ายังไงก็ค่อย ว่ากันต่อไป (เป็นการสัมภาษณ์งานที่ประหลาดและงงๆ ดีแท้)

รอกำหนดการ โครงการครูอาสาอยู่ 2 สัปดาห์ ก็เดินทางออกจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่เพื่อเอาของไปฝากบ้านอี๊มาลาแล้วก็เดินทางต่อไปเชียงราย เดินหาที่พักอยู่นานกว่าจะได้ที่พักราคาถูกก็ค่ำมืด

รุ่งเช้าออกมาพบ กันที่ บขส. ก็ได้พบกับบรรดาครูอาสาอยู่กลุ่มนึง สังเกตไม่ยากเลย ประมาณพวกนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ นี่แหละหลังจากรวบรวมคนได้แล้วเราก็นั่งรถเดินทางไปยังศูนย์กระจกเงาและเมื่ อไปถึงที่หมาย ภาพที่ได้เห็นก็ไม่ได้ต่างจากที่ดูในเว็บไซต์สักเท่าไรเลย มันดูสวยงามและดูน่าอยู่พอสมควร เป็นเหมือนหมู่บ้านเล็ก มีบ้านเล็กบ้านน้อยอยู่ 5-6 หลังแล้วก็มีห้องพักทำจากบ้านดิน ดูแล้วละม้ายคล้ายรีสอร์ทเล็กๆ ก็ไม่ปาน

ถึงเวลาก็มีการปฐมนิเทศพูดค ุยกัน เปิดเรื่องเกี่ยวกับศูนย์กระจกเงา ความเป็นมาและแนะนำตัวกันเสร็จเรียบร้อยก็ได้เวลาเดินทางสู่หมู่บ้าน "แม่สลักเย้า" เป็นหมู่บ้านที่เราจะไปพัก หลังจากไปถึงแล้วก็จะมีการให้เด็กๆ เลือกคุณครูที่จะพาไปพักที่บ้าน เด็กๆ ก็มักจะเลือกแต่ครูผู้หญิง ส่วนผู้ชายเหลือทิ้งเอาไว้จนต้องไปขออาศัยบ้านที่เหลืออยู่ด้วย โชคดีที่บ้านของเด็กที่ไปอยู่ มีเด็กโตอยู่ด้วยประมาณ ม.6 ทำให้พูดคุยกันง่ายขึ้น ภาษาไทยก็คล่อง ส่วนไอ้เด็กที่บ้านมันก็ไม่ยุ่งกับครูผู้ชาย อยู่แต่กับครูผู้หญิงตลอดเวลา เด็กเวร!!

ฐานะของคนในหมู่บ้านถ้าดูจากภายนอกก็เรียกได้ว่าไม่ค่อยต่ างกันสักเท่าไรเพร าะดูทุกบ้านก็คล้ายๆ กันไปซะหมด แต่พอดูเข้าไปจริงๆ แล้วค่อนข้างที่จะแตกต่างกันมาก ดูได้จากอาหารการกินของแต่ละที่เปรียบเทียบกัน ส่วนบ้านที่ผมไปอยู่นั้นฐานะค่อนข้างดีทีเดียว มีพวกเครื่องปรุงครบถ้วน มีเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ พร้อมสรรพ

ภายในวันนั้นขณะทำกับข้าวผม ก็ได้นั่งคุยกับ "เฝย" เด็กโตในบ้านที่ว่า ผมก็พูดคุยทั่วๆ ไปเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน การดำรงชีวิตและอื่นๆ แต่มีอยู่อย่าง 1 ที่ผมสนใจ คือ ผมถามว่าถ้าเกิดไม่ต้องหาเงินเข้าบ้านแล้วจะอยู่ได้หรือไม่ คำตอบคือ ได้ เพียงแต่ว่าจะไม่รวยเท่านั้นเอง !! อืม ใช่ เท่านั้นเอง อย่างน้อยผมก็ใจชื้นว่าหนทางชีวิตแบบนี้มันก็ยังมีอยู่นะ ซึ่งมันเป็นแบบที่ผมไม่คุ้นเคยมาก่อน คือ ถึงแม้ว่าจะไม่มีเงินใช้แต่ก็ยังไม่อดตาย !! นี่นับได้ว่าเป็นจุดมุ่งหมายในชีวิตของผมเลยจริงๆ

ในทุกค่ำคืนก็จะมี กิจกรรมรอบกองไฟตั้งวงสนทนาหรือเล่นเกมกัน แน่นอนว่าต้องมีไอ้เพลงกับท่าเต้นสุดคลาสสิคอย่าง "ไก่ย่างถูกเผา" ที่แม้แต่เด็กๆ ชาวเขา ยังรู้จักและเต้นได้ นับได้ว่าเป็นดินแดนที่ชาวมหาลัยเข้าถึงได้อย่างแท้จริงเลยทีเดียว

ค ืนสุดท้ายก่อนเดินทางไปค้างคืนที่ โรงเรียนบ้านห้วยชมภู จะมีการแบ่งคุณครูเข้าห้องเรียนก่อนในคืนนั้นว่าใครจะเข้าสอนชั้นไหนบ้าง งานนี้ไม่ต้องคิดมากผมเลือกเด็กโตสุดในโรงเรียน คือ ชั้น ม.3 เหตุผลเพราะว่าผมคงคุยกับเด็กตัวน้อยๆ ไม่รู้เรื่องเป็นแน่ คืนนั้นผมก็ได้แต่นอนคิดว่าจะสอนอะไรดี คิดเตรียมไปหลายอย่างกลัวว่าจะไม่พอแต่ที่ไหนได้แค่เรื่องเดียวก็หมดวันแล้ว

ต ื่นเช้าได้เวลาเดินทางไปโรงเรียน เหล่าบรรดาครูอาสาได้ใช้เวลาในช่วงเช้าประมาณ 1 ชม. เดินเท้าไปโรงเรียนพร้อมกับเด็กๆ พอไปถึงก็แนะนำตัวครูอาสากันที่หน้าเสาธงแล้วก็แยกย้ายกันเข้าห้องสอน

ผ มเริ่มจากการถามเด็กๆ ในชั้นว่ารู้จัก internet กันหรือไม่หรือว่าได้เคยใช้กันบ้างหรือยัง ปรากฏว่าที่นี่โทรศัพท์ยังเข้าไม่ถึง ผมก็ลงมืออธิบายกันเลยว่า มันคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร แล้วเราจะใช้งานมันอย่างไรบ้าง ระหว่างสอนก็ยอมรับว่าสอนไปสอนมาก็สนุกดี งานนี้เลย psycho เข้าไปเต็มที่ตามแบบฉบับของตัวเอง

วันรุ่งขึ้นเตรียมตัวเดินทางกลับก ็ได้สรุปงานกันในตอนเช้า ให้ครูทุกๆ คนถอดความรู้สึกออกมา ท่ามกลางเสียงร้องของเด็กๆ ที่พร้อมเพียงกันดังมากๆ จนไม่มีสมาธิ ดังนั้นเลยก่อนจะกลับก็จบลงด้วยการร่ำ(ไห้)ลา ครูอาสาหลายคนก็ร้องตามเด็กๆ ไปด้วย ไม่น่าเชื่อว่าแค่เพียงวันเดียวจะผูกพันธ์กันได้ถึงเพียงนี้หรืออาจจะเป็นเพ ราะว่าเจอกันแค่วันเดียวก็เป็นได้เลยยังรู้สึกไม่เต็มอิ่มเพราะยังรู้สึก เห่อคุณครูวัยรุ่นจากเมืองหลวงกันอยู่

"ส่วนตัวผมนั้นไม่เคยและไม่เค ยที่จะคิดออกค่ายอาสามาก่อนในชีวิต (แม้แต่ครั้งนี้) เพราะ ผมมักจะคิดอยู่เสมอว่ามันเป็นสนามเด็กเล่นเพื่อจับกลุ่มกันหาทางสังสรรค์ พบปะประสบการณ์อันแปลกใหม่ เฮโลกันไปมา เหมือนเด็กมหาลัยจับกลุ่มกันไปเที่ยวภูกระดึง แต่การมาในคราวนี้ผมถึงได้มองเห็นข้อดีของโครงการนี้อยู่อย่าง 1 คือ ถึงแม้จุดประสงค์ของบรรดาค่ายอาสาของแต่ละคนนั้นจะไม่ใช่ด้วยอุดมการณ์อะไรแ ต่แรกเริ่มก็ตามเถอะ แต่อย่างน้อยก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการที่จะได้สัมผัสมันแล้วอาจจะเปลี่ยน แปลงแนวความคิดได้ ถึงแม้ว่าบางคนอาจจะคิดว่าตัวเองไม่ค่อยมีค่าในสภาพแวดล้อมที่ตัวเองอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคนเกเร เรียนหนังสือไม่เก่ง ไม่ร่ำรวย (เหล่านี้ผมยกตัวอย่างของค่านิยมในสังคม) หรือ วันๆ ได้แต่ทำงานเป็นกุลีของใครก็ตามที แต่สำหรับที่นี่นั้นพวกเราทุกคนมีค่ามากมายอย่างมหาศาลแน่นอน"

21 พ.ย. 2548
MrsJan

20 กรกฎาคม 2548

E-Invitation


Come and join us on Friday 1st July'o5

e-Card งานแต่งงานที่ทำกันเองจัด layout อยู่นาน ก็ได้แบบมืดๆ ทึมๆ ออกมาแบบนี้แหละ

18 กรกฎาคม 2548

Wedding gift CD cover

ภายในคืนวันแต่ง ก็เร่งทำของชำร่วยเป็น vcd พร้อมรูปภาพภายในงานกว่าจะเสร็จก็เกือบตี 5 ตอนเช้าก็ได้แต่ฝากๆ ของชำร่วยไปกับคนอื่นให้ฝากต่อ ตอนนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าได้ไปถึงใครบ้างก็ไม่รู้ รู้งี้ฝากทางไปรษณีย์ยังจะดีซะกว่า :(

28 กุมภาพันธ์ 2548

Re: Farewell












ข อบคุณสำหรับ surprise ไม่รู้ว่าคิดได้ยังไง(วะ) ที่ทำให้ฉันมองไม่เห็นกระทู้ ก็ขอเขียนบ้างละกัน เป็นการส่งท้าย จิงๆ กะว่าจะเขียนบทความอีกเพียบเลย มีหัวข้อเรื่องให้เขียนเยอะ แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่ได้เขียน เนื่องจากต้อง clear งานเยอะมาก

เอาเป็นว่าจะพูดถึง ที่ ibn นี่ก่อนละกัน อยากจะบอกว่า ibn นี่เป็นดินแดนแห่งโอกาสเลยจิงๆ ก็ว่าได้ ขอแค่ความตั้งใจอย่างทุ่มเทบวกกับการคิดที่ทำอะไรใหม่ๆ แล้วทีนี้ไม่ว่าจะสิทธิพิเศษ หรือ จะต้องการอุปกรณ์ support อะไร ที่นี่ก็พร้อมที่จะให้เราได้ทุกๆ เรื่องและพร้อมจะผลักดันให้ทุกคนได้เติบโต แต่ก็ต้องขอบอกไว้อีกอย่างนึงว่า การตั้งใจหรือขยันทำงานอย่างเดียวต้องไม่พอแน่นอน ไม่ว่าเราจะทำอะไร อย่างน้อย ก็ต้องมีความกล้าบวกความมั่นใจด้วยว่าเรื่องที่เราทำนั้นดีและได้ผลอย่างไร พูดง่ายๆ ว่า ทำอะไรก็ตามควรที่จะพูดหรือหาทาง present ตัวเองออกมาให้ได้ด้วย ไม่อย่างนั้นก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไร นี่คือในกรณีที่ต้องการจะเติบโต แต่ถ้าไม่ต้องการก็ไม่เป็นไร แต่แน่นอนว่าความสะดวกสบายจากการทำงาน ที่เป็นผลพลอยได้นี้ จะมีประโยชน์กับเราทุกๆ คนแน่นอน

เรื่องต่อไปจะพูดถึงการทำงานเกี่ยว กับการทำโปรแกรม หลายคนคงจะสงสัยว่าทำไมช่วงนี้ โปรแกรมที่มีอยู่แล้วทำไมจะต้องทำใหม่ แล้ว process ก็เปลี่ยนไปบ้าง นั่นเป็นเพราะที่ผ่านมาเรายังไม่มีระบบที่เพียบพร้อม ที่จะทำให้โปรแกรมต่อเติมได้ในอนาคต ดังนั้นโปรแกรม อันเก่าๆ มันถึงทางตันของตัวมันเองแล้วและไม่สามารถทำงานกับระบบใหม่ได้ ดังนั้นเราจึงต้องเปลี่ยน ซึ่งระบบใหม่ที่ว่าเพียบพร้อมและแสนดีอย่างที่ว่านี้ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือ โปรแกรม Ibn Portal Reloaded ที่เราใช้กันอยู่นั่นเองและผมมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า การเปลี่ยนแปลงคราวนี้จะอยู่กับเราไปอีกนานตราบเท่าที่ technology ที่เราลงแรงทำกันไปนั้นยังไม่ out date ครับ

เรื่องต่อไปจะขอแก้ความ เข้าใจเสียใหม่ หลายคนคงจะเห็นว่าผม มักจะเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ รัฐบาล (IBN) อยู่เสมอ ดังนั้น จะบอกว่าจิงๆ แล้วผมไม่ได้เข้าข้างหรือจงเกลียดจงชังฝ่ายไหนทั้งนั้น แต่ผมจะอยู่ข้างที่ผมเห็นว่าถูกต้องในความเข้าใจของผมเท่านั้นครับ

อ ีกเรื่องที่ว่าผมจะไปทำอะไร ที่ไหนและคิดอะไรนั้น ก็อยากจะบอกว่า ผมไม่ใช่ นักบุญ ไม่ใช่ แม่ชีเทเรซา ไม่ใช่ หมอ (เทวดา) พรทิพย์ และไม่ใช่นักวิชาการ การที่ผมได้พอใจตรงนี้แล้วนั้น เป็นเพราะว่าผมได้ทำสำเร็จไปแล้วในเรื่องนึง ในสิ่งที่ผมได้ต่อสู้กับมันมานาน ซึ่งกว่าจะได้ทำและทำมันได้สำเร็จนั้น เหนื่อยยากมาก ผมต้องต่อสู้ยังไงน่ะเหรอ ก็โดยการ ปฏิเสธงานที่ request มาหลายๆ อย่างจากหลายๆ คนที่ทางเราไม่ได้ทำให้ ก็ต้องขอโทษตรงนี้ด้วย แต่เราก็ต้องยอมเสียตรงนี้เพื่อที่จะได้โปรแกรมที่จะเป็นประโยชน์กับทั้งทาง ทีม programmer และ กับทุกๆ คนในอนาคตและเพียบพร้อมไปด้วยทีมงานที่ช่วยกันทำมันขึ้นมาอย่างขยันขันแข็ง และช่วยแบ่งเบางานที่ load อยู่ของผมไปได้มาก และถ้าจะให้อธิบายว่า โปรแกรมนี้มันสำคัญกับทีมเราอย่างไรคงต้องอธิบายกันยาวเลยและไม่รู้ว่าเขียน ไปแล้วจะเข้าใจหรือป่าวเลยบอกได้แค่นี้เท่านั้น

ทีนี้กลับมาว่า แล้วผมจะไปทำอะไรต่อ ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่าผมไม่ใช่ นักบุญผู้เสียสละและไม่ใช่นักประท้วงก่อความไม่สงบ แต่ที่ผมอยากจะทำคือ ต้องการองค์ความรู้ที่ว่าเราจะอยู่รอดในโลกนี้ได้อย่างไรโดยที่เราไม่จำเป็น ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกให้มากนักหรือให้น้อยที่สุดและพลิกบทบาทชีวิตตัวเอง ไปในอีกแบบนึง ซึ่งผมคิดว่ามันน่าจะเป็นประสบการณ์ที่ท้าท้ายตัวเองอีกมาก แล้วความรู้ที่ได้ผมจะรวบรวมเป็นเอกสารหรืออาจจะได้หนังสือสักเล่มนึง เลยอยากจะบอกว่าจริงๆ แล้ว ผมก็ทำเพื่อตัวเองนั่นแหละ เพียงแต่คนอื่นที่เกี่ยวข้องอาจจะได้อานิสงค์ จากความรู้ที่ผมได้เรียบเรียงจากประสบการณ์จริงๆ นั้นนำไปใช้ประโยชน์ได้ ก็เท่านั้นเองครับ

สุดท้ายนี้ ก็ไม่มีอะไรมาก เพราะว่ามามากพอแล้ว ก็พอแค่นี้ละกัน แค่นี้พวกเราก็คงจะไม่อ่านกันแล้ว สวัสดีครับ

บทความส่งท้าย ณ.วันสุดท้ายที่ ibn
28 ก.พ. 2548
MrsJan

27 กรกฎาคม 2547

วิทยาศาสตร์เก่า-ใหม่ (Soft science and Hard science)

ความแตกต่าง แบบตรงกันข้าม ระหว่างวิทยาศาสตร์เก่าและ how to ที่มาจากรากฐานคิดวิทยาศาสตร์ แบบเก่า กับ วิทยาศาสตร์ใหม่ และ how to ใหม่ ที่มีฐานคิดกับใกล้เคียงกับ ภูมิปัญญาตะวันออกในอดีต โดย เฉพาะ ปรัชญาพุทธ และ ปรัชญาเต๋า

หัวใจของความแตกต่างคือ

วิทยาศาสต ร์เก่า วางอยู่บนฐานคิดที่ว่าด้วยการเอาชนะธรรมชาติ และการสร้างอารยธรรม ที่เน้นการผลิตทางวัตถุและการบริโภคนิยมว่า คือ รากฐานแห่งอารยธรรม

ฟิสิกส์ใหม่และพุทธรรมสอนให้เรารู้จักคุณค่าแห่งธรรมชาติและเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่อย่างสงบและสันติ

วิทยาศาสตร์เก่า สอนให้เราเห็นแก่เงิน, เงินหรือรายได้ย่อมมีค่ายิ่งกว่าชีวิตผู้คน

ว ิทยาศาสตร์เก่าสอนให้เราประเมินทุกอย่างเป็น "ตัวเลข" ทุกสิ่งจึงกลายเป็นสิ่งไร้ชีวิต ฟิสิกส์ใหม่และพุทธสอนให้เรารู้ว่า ทุกอย่างคือชีวิตที่เป็นหนึ่งเดียวกัน

ชีวิตหนึ่งล้วนเกี่ยวพันกันอย ่างแยกไม่ออกจากชีวิตอื่นๆ เราเลี้ยงไก่แบบ ไฮเทค โตเร็วและเลี้ยงด้วยยาและสารเคมี มนุษย์ผู้บริโภคก็หนีไม่พ้นที่ต้องรับ "กรรม" ต้องบริโภคยา สารกระตุ้นความเติบโต และสารเคมีอื่นๆ

วิทยาศาสตร์เก่าสอนเราให้โทษสิ่งอื่นๆ ว่า เป็นสิ่งชั่วร้าย ไอ้ไว้รัส ไอ้เชื้อโรค ไอ้(หวัด)นกชั่ว ไอ้ผู้ก่อการร้าย

ฟิสิกส์ใหม่และพุทธกลับบอกว่าเหตุปัจจัยนั้นมีมากมายไม่มีอะไรหรอกที่ชั่วหรือดี

แต่ที่สำคัญมนุษย์มักมองข้ามเหตุปัจจัยที่มาจากภายใน

ศัตรูตัวร้ายที่ซ่อนอยู่ในจิตใจ และในสมองของเราเอง นั่นคือ อวิชชา หรือ วิทยาศาสตร์ เก่า ที่ก่อให้เกิด อัตตา ตัณหา และอุปาทาน

พ ูดแบบสรุป ก็คือ งานนี้ชี้ว่า ทั้งวิทยาศาสตร์เก่าและ how to แบบเก่าทั้งหมด มีส่วนสำคัญและเป็นที่มาสำคัญของวิบัติภัยทั้งทางสังคมและธรรมชาติ

ท ี่สำคัญไม่น้อยกว่ากันคือ ทั้งวิทยาศาสตร์เก่า และ how to แบบเก่า ๆ กำลังมีส่วนทำให้วิบัติภัยทางธรรมชาติ และทางสังคมขยายตัว แพร่ระบาดหนักหน่วงแรงยิ่งขึ้น

รากแห่งวิกฤตของรัฐไทยในปัจจุบันมาจา กความเชื่อโง่ ๆ เช่นเรื่อง ความมั่นคงแห่งชาติ และความสงบราบคาบด้วยกำลัง รวมทั้งมาจากวิทยาศาสตร์โง่ ๆ และ อหังการที่เรียกว่า "พันธุวิศวกรรม"

ต ้องขอโทษด้วยที่ผมไม่สามารถระบุที่มาของบทความได้ เป็นเพราะ เขียนเรื่องนี้มานานแล้วแต่มาคุ้ยเจอที่บ้านแล้วลืมส่งมาให้อ่านกัน ดังนั้นจะบอกจากความคิดเห็นของผมโดยสรุปคือ ตามแนวความคิดแบบ วิทยาศาตร์ ใหม่ หรือ ฟิสิกส์ใหม่ นั้น ได้ยอมรับแนวคิดที่แน่นอน แล้วว่า ความไม่แน่นอนทั้งหลายเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาโดยที่ความรู้ที่มนุษย์ตีค่า ประเมินออกมาได้นั้น ผิดพลาดและไม่แน่นอน ได้ตลอดเวลา ไม่ว่า จะเป็น แนวคิดของฟิสิกส์ ยุคใหม่ ที่ผมอนุมานเอาจากสมองน้อยๆ ของผม ว่า เริ่มจากยุคของ ไอสไตน์ และ กฏ ความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์ก ที่ว่า ยิ่งเราวัดค่า ๆ นึงได้ถูต้องแม่นยำเท่าไร อีกค่านึงที่เกียวข้องกันนั้นย่อมถูกต้องน้อยลง (เป็นผลจากความพยายามจะทำสิ่งหนึ่งให้ถูกต้องปัจจัยเลยเปลี่ยนไป) ณ ความแม่นยำในสถานะหนึ่งอาจจะผิดพลาดได้ในสถานะหนี่ง ย่อมเป็นไปตามหลักของปรัชญาตะวันออกมากขึ้น

ผ มจึงได้เกิดอุตริความคิดของผมเองมากขึ้นไปอีกว่าระหว่างการผสมผสานกันระหว่ าง soft science เช่น สังคม , มนุษย์ และ hard science ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ คณิตศาสตร์ ซึ่งในความหมายของผมนั้นจะต้องบอกก่อนว่า ไม่ได้ แปลว่า soft science นั้น เป็นศาสตร์อย่างอ่อนหรือง่ายกว่า hard science แต่อย่างใด แต่เป็นศาสตร์แห่งความพิถีพิถันและอ่อนไหวยิ่งนัก ต่างจาก hard science ที่มองถึงความเป็นจริงและมองข้ามปัจจัยอย่างอื่นไปอย่างที่ soft science มอง ขอเรียก (Hard Science) ง่ายๆ ว่า เป็น ศาสตร์ กระด้างละกัน ดังนั้น เราจึงขาดไม่ได้ ทั้ง soft science และ hard science ดั่ง หยิน และ หยางที่เป็น สมดุลกัน หนักไปข้างใด ความสมดุลนั้นก็จะเสียไป เราจึงเริ่มได้เห็น การผสมผสานกันของ ฟิสิกส์ใหม่ ทีได้ เริ่มมีแนวโน้มมาในทางปรัชญาตะวันออกมากขึ้น และต้องไม่ลืมว่า สังคมศาสตร์ สมัยใหม่ ก็จะต้อง ผสมผสาน แนวคิดแบบวิทยาศาสตร์เข้าไปด้วย

เขียนลงเว็บบอร์ดของ ibn แต่จำไม่ได้ว่าเมื่อไร
MrsJan

27 มิถุนายน 2547

อ่านหนังสือแตก (The Reader)

ในโลกยุคปัจจุบัน "การอ่านหนังสือออก" ไม่ได้มีความหมายเพียงรู้อักขรวิธีพอจะอ่านออกมาเป็นคำได้
แต่หมายถึงกระบวนการคิดและทำความเข้าใจ
เชื่อมโยงความเข้าหากัน แยกแยะระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูลต่างๆ
รวมไปถึงนำเอาความรู้ความเข้าใจที่ได้มาจากการอ่านเข้าไปเชื่อมต่อกับความรู้ความเข้าใจที่มีมาก่อน

แม้ในโลกยุคอดีต ทักษะอย่างนี้ก็มีความจำเป็น เพียงแต่ว่าในอดีตเราอาจได้ความรู้และข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ
ที่ไม่ใช่ตัวหนังสือมากกว่า ในขณะที่โลกยุคอดีตเน้นการทำความเข้าใจความรู้ที่มีลักษณะค่อนข้างสถิตย์
แตกต่างจากโลกปัจจุบันที่เน้นการมองหาช่องทางใหม่ๆ, ความสัมพันธ์ใหม่ๆ, บทสรุปใหม่ๆ จึงทำให้ความจำเป็นในการ
"อ่านหนังสือออก" ตามความหมายนี้เข้มข้นขึ้น

ฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจใช่ไหมครับที่เขาพบว่า มีคนไทยในหมู่ผู้ถูกสำรวจเพียง 1%
เท่านั้นที่มีทักษะการอ่านระดับที่จะอ่านข้อเขียนที่มีความซับซ้อนได้ ที่ไม่น่าแปลกใจก็เพราะ เราทุกคนคงรู้สึกเหมือนกันว่า
การศึกษาในโรงเรียนของเราเอง (ไปจนถึงมหาวิทยาลัยก็ว่าได้) สอนการอ่านเพียงแค่อ่านได้ด้วยอักขรวิธี
ไม่ใช่ทักษะการอ่านที่เป็นกระบวนการคิดที่ซับซ้อน

ฉะนั้น คนไทย (พูดถึงแต่คนไทยเพราะเขียนให้คนไทยอ่าน ไม่ได้จะบอกว่าคนไทยเท่านั้น) จึงชอบอ่านอะไรง่ายๆ แค่บอกให้รู้ว่า
"อะไรเป็นอะไร" มากกว่าที่จะเรียนรู้กระบวนการคิดที่จะนำไปสู่ข้อสรุปนั้นๆ
ข้อสอบจากชั้นประถมถึงมหาวิทยาลัยนิยมถามว่าอะไรเป็นอะไรมากกว่ากระบวนการคิด
แค่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็อาจเป็นเศรษฐีได้ เพราะตอบคำถามใน "เกมเศรษฐี" ได้หมด

ในขณะที่ปัจจุบัน ทั้งรัฐและสังคมกำลังส่งเสริมการอ่าน แต่ความสามารถในการอ่านของคนไทยกลับมีจำกัด
ถึงจะอ่านมากขึ้นก็อาจจะยัง "อ่านไม่ออก" เหมือนเดิม นอกจากนี้การอ่านเป็นสิ่งไม่น่าอภิรมย์เลย
ถ้าการอ่านเป็นเพียงสื่อให้เรารู้ว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้น ก็ไม่รู้ว่าจะรู้ไปทำไมมากมายนัก

ในเมื่อไม่ได้คิดจะไปชิงรางวัลของเกมทีวี จำไปก็ไม่หวาดไม่ไหว ซ้ำอ่านไปก็เครียด
บางคนมีดินสอสีคอยขีดข้อความให้หนังสือเลอะเทอะด้วย ตรงกันข้ามนะครับ
การอ่านที่รับทั้งความหมายและนัยยะของความหมายที่สลับซับซ้อนไปด้วย สร้างกระบวนการความเข้าใจ
และคิดสร้างสรรค์ด้วยตัวเอง "ทำให้สมองตื่นตัว" สารความสุขหลั่งไหล
แทนที่จะทำให้เครียดกลับเกิดความเพลิดเพลินในการอ่าน

ผมเชื่อว่าตราบเท่าที่เรายัง "อ่าน" ไม่เป็น คืออ่านเพียงเพื่อจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรอยู่แค่นั้น
การปลูกฝังให้คนไทยรักการอ่านก็เกิดขึ้นได้ยาก อ่านก็อ่านกันอย่างเครียดๆ อย่างนี้
เด็กไทยยังอุตส่าห์อ่านได้วันละครึ่งชั่วโมงก็นับว่าน่านับถือมาก ไม่ใช่แค่อ่านมากอ่านน้อยเท่านั้นนะครับ
แต่ผมคิดว่าการอ่านในโลกปัจจุบันเป็นช่องทางของความรู้มากที่สุดมากกว่าการพูดให้ฟังในชั้นเรียนหรือทีวีหรือตลาดมากนัก

แต่ไม่ใช่อ่านเฉยๆ หากต้องหมายถึง "การอ่านเป็น"
หรือสามารถสร้างกระบวนการคิดและความเข้าใจของตนเองในการอ่านสิ่งที่สลับซับซ้อนได้ด้วย

ความรู้ที่การอ่านจะเป็นสื่อไปถึงได้นั้น ไม่จำกัดอยู่แต่เพียงอะไรที่เกี่ยวกับสังคม, วัฒนธรรมและศิลปะเท่านั้น
ความสามารถที่จะสร้างกระบวนการคิดและความเข้าใจในการอ่านนั้นสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้วย
ไม่ใช่เพียงรู้ข้อเท็จจริงในทางวิทยาศาสตร์นะครับ
แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือการอ่านเป็นนั้นฝึกสมองให้รู้จักมองหาความสัมพันธ์เชื่อมโยงที่มีความสลับซับซ้อนได้

แล้วเอาเข้าจริง วิชาความรู้ต่างๆ รวมทั้งวิทยาศาสตร์ด้วยนั้นคืออะไรเล่า
ถ้าไม่ใช่การมองเห็นความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนของตัวแปรต่างๆ

วิทยาศาสตร์ไม่ใช่การท่องสูตรเพื่อเอาไปแก้โจทย์ต่างๆ
แต่คือการมองเห็นความสัมพันธ์ของตัวแปรที่สูตรแต่ละอย่างจำลองขึ้นไว้เป็นสัญลักษณ์
เอาแต่จำสูตรโดยเข้าไม่ถึงความสัมพันธ์ที่ตัวสูตรจำลองไว้ ก็เป็นแค่เทคนิค "เหมือนที่ช่างบัดกรีต้องเรียนรู้เทคนิค" เท่านั้น

แต่ผมสงสัยว่าในกรณีของไทยนั้น อาจจะอยู่ที่ทัศนคติของเราที่มีต่อความรู้มากกว่า
จึงทำให้เราสอนการอ่านหรือส่งเสริมการอ่านกันอย่างแคบๆ เพียงแค่การรับรู้ข้อมูลว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้น

จากบทความของ อาจารย์ นิธิ ผมอยากจะบอกว่า

" ทุกวันนี้เราอ่านหนังสือกันเป็นแล้วหรือยัง ถ้าพวกเราลองคิดดูว่าถ้าการอ่านหนังสือแล้วเกิดความเครียดจริง แล้วพวกหนอนอ่านหนังสืออยู่เป็นประจำ เค้าไม่เป็นโรคเครียดตายกันไปหมดแล้วรือ แต่สิ่งที่อยากให้ทุกคนรู้คือ ความสุขที่ได้จากการอ่านหนังสือนั้น ย่อมไม่ต่างกับแรงกระตุ้นจากยาเสพติดหรืออาหารอร่อยๆ

เพียงแค่ทุกค นได้สลัดทิ้งความรู้สึกที่คิดว่าเครียดแต่ลองคิดดูสิว่ามันเป็น การทำเพื่อตัวเองทั้งสิ้น ใครก็ไม่สามารถรับประโยชน์นี้ไปได้เท่ากับตัวเอง ทุกวันนี้การที่เราไม่รู้สึกสนุกกับมันก็เพราะเราคิดอยู่แค่จะอ่านไปเพื่อสอ บหรือจะหวังผลอะไรก็ตามที่คิดว่าเป็นหน้าที่แล้วนั้น ทำยังไงก็ไม่มีทางสนุกแน่นอน ซ้ำร้ายอ่านไปแล้วยังไม่เข้าใจอีกด้วย ก็ยิ่งจะทำให้เบื่อมากขึ้นเท่านั้น

ดังนั้นถ้าเราลองมาเปรียบเทียบกั บการทำงาน เราก็จะเห็นว่าไม่ต่างกัน เราจะทำงานตามใบสั่งซึ่งบางงานอ่านจะน่าเบื่อบ้างแต่แล้วเราจะเอาแค่นั้นรึป ่าว ถ้าเอาแค่นั้นตามหน้าที่ ก็ต้องเบื่อแน่นอน มันไม่ได้ต่างกันเลย เพราะฉะนั้นเราลองคิดว่ารู้ลึกลงไปจากที่เค้าสั่งอีกจะดีกว่าหรือไม่ ยังไงเสียความสุขจากการศึกษาหาความรู้จะต้องตามมาแน่นอน เว้นเสียจากว่าเราจะไปสนใจเรื่องอื่นก็ห้ามกันตามความชอบของแต่ละบุคคลไม่ ได้ แต่ต้องลองถามตัวเองดูว่าความชอบที่เราจะทำอะไรตามใจเรานั้นๆ ได้ประโยชน์หรือไม่ ไม่ว่าจะกับตัวเองหรือกับคนรอบข้าง

อยากให้ทุกคน คิดกันให้ได้มากๆ ว่าวิชาความรู้ใครก็มาเอาของเราไปไม่ได้ ถ้าได้ก็อาจจะแค่ผลพลอยได้ ผลประโยชน์จะตกอยู่ที่เราเพียงคนเดียวเท่านั้นเต็มๆ ส่วนประโยชน์ที่บริษัทจะได้รับก็เป็นแค่ผลพลอยได้ที่ได้จากตัวเราเท่านั้นเอ ง

จงอย่าได้คิดว่าเราทำเพื่อบริษัทขนาดนี้ เราจะทำไปเพื่ออะไรผลตอบแทนก็ไม่ได้ ถ้าคิดได้แค่นี้ก็จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าไม่อย่างนั้นหาสามีรวยๆ แล้วแต่งงาน จับจ่ายใช้สอยหาความสุขจากเงินที่สามีหามาแล้วอยู่เฉยๆ น่าจะสบายใจกว่าครับ" :)

เขียนให้อ่านสำหรับ Newsletter ภายในบริษัท จำไม่ได้ว่าเขียนไว้เมื่อไร
MrsJan