อยู่ดีๆ ก็เบื่อคำว่า Freedom ขึ้นมาเฉยๆ อาจจะมาจาก 19sep.org ด้วย เห็นแล้วหมั่นไส้ ที่จริงก็ไม่ได้ชอบมานานแล้ว แต่ไม่ไ้ด้คิดใหม่สักที วันนี้เลยเปิดพจนานุกรม ได้คำที่เป็น Candidate ดังนี้
Feasible
Feather
Feathery
Forgotten
Foggy
Fulfill
Flow
Four
Forth
Flow
Footer
Funny
Function
Fundamental
ตอนนี้ชอบอยู่ 2 อัน คือ Feather อันนี้ชอบเวลาออกเสียงพร้อมกันมันคล้องจองดี แต่ Fundamental ชอบความหมาย แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปเพียงแต่เกริ่นนำเอาไว้ก่อน F... Developer
MrsJan
8 ต.ค. 2549
08 ตุลาคม 2549
01 ตุลาคม 2549
สงสัยจะดังไม่หยุด
19sep.org กลับมาแล้วหลังจากที่โดนสกัดกั้น เป็นเวลาหลายวัน โดยหนีออกไปใช้ server ที่ต่างประเทศ วันนี้รายต่อไปที่เคยบอกไว้คราวก่อน ออกอาการเดียวกัน คือ http://www.midnightuniv.org/ ที่น่าเป็นห่วงตอนนี้คือ ไม่รู้ว่าจะเป็นการปิดกั้นจากทาง คปค. เองหรือว่าจะเป็นกลั่นแกล้ง จากเหล่าพลพรรคพิทักษ์ไทยรักไทยกันแน่ เพราะอ่านจากบทสัมภาษณ์ บก. ลายจุด แล้ว มีชื่อของ True เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ถ้าเป็นการปิดกั้นจาก คปค. จริง รัฐประหารชุดนี้จะหมดความชอบธรรมในทันที (จากที่เดิมไม่ค่อยจะมีอยู่แล้ว) ในข้อหาไม่รู้จักแยกแยะในเจตนาและไม่ชี้แจงให้ทราบ
ร่ามลงชื่อคัดค้านปิดเว็บมหาลัยเที่ยงคืน ถ้าเชื่อว่าเกิดการปิดกั้นจาก คปค.จริง http://www.ftawatch.org/petition/
MrsJan
1 ต.ค. 2549
ถ้าเป็นการปิดกั้นจาก คปค. จริง รัฐประหารชุดนี้จะหมดความชอบธรรมในทันที (จากที่เดิมไม่ค่อยจะมีอยู่แล้ว) ในข้อหาไม่รู้จักแยกแยะในเจตนาและไม่ชี้แจงให้ทราบ
ร่ามลงชื่อคัดค้านปิดเว็บมหาลัยเที่ยงคืน ถ้าเชื่อว่าเกิดการปิดกั้นจาก คปค.จริง http://www.ftawatch.org/petition/
MrsJan
1 ต.ค. 2549
28 กันยายน 2549
เข้ากรุงเทพวันที่ 27 ก.ย.
วันนี้เข้ากรุงเทพเอา Notebook IBM ไปส่งมอบให้ลูกค้า ใช้งานได้แค่ 10 เดือน ลาก่อนเจ้าอ้วนดำ หลังจากนั้นแวะเยาฮันซื้อ UPS มาตัวหนึ่งของ Syndome ซึ่งจริงๆ หาทางซื้อสินค้า Online อยู่หลายวัน ตอนแรกจะซื้อผ่านทาง advice.co.th ราคาสินค้าที่นี่ถูกมากเกือบทุกรายการ แต่ระบบของที่นี่ดูแล้วไม่น่าจะเรียกตัวเองว่า Ecommerce เลย การสมัครมีอยู่ว่าต้องส่ง เอกสารสำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้านและอะไรอีกไม่รู้ เพื่อเปิดรหัสสมาชิกก่อนจึงจะสั่งสินค้าได้ แม่งโคตรปัญญาอ่อน แล้วยังอื่นๆ อีกมากมาย ตามอ่านได้ที่
http://203.195.103.17/~computerok/advice_ref/feedback/viewfeedback.php?fb_no=Vm0wd2VHUXhUWGROVldScFVtMVNXVll3WkZOVlJscHpXa1pPVjJKSGVGWlZNakExVmpBeFdHVkdXbFpOYmtKVVdWZDRTMk14V25GVWJHUnBWa1phZVZacVFtRlpWMUpJVm10a1dHSkdjRmhaYTFaM1UxWmFkR1ZHV214U2JHdzBWMnRvVjJGV1NuUlZhemxhVmpOb2FGWldXbUZqYkhCSlkwZDRVMkpIZHpCV2EyTXhWREZzVjFOdVVsWmlSMmhvVm1wT2IyRkdXa2RYYlVacVlrWmFlVmRyV25kV01rcEpVV3h3VjFaRmIzZFhWbHByVTBaT2NtRkdXbWxTTW1ob1YxZDBhMVV5VW5OVmJHaHNVakJhY1ZscmFFTlNiRnBZWlVaT1ZXSkdjRnBWVm1oclZqRlplbUZJV21GU1JWcHlXa1ZhWVdSV1NuTlRiR1JUVFRBd01RPT0=
ไปโพสต์บอร์ดมัน แถมมีการตอบจากคนอื่นยังกะหน้าม้า
เออ แล้วก็เลยไปซื้อกับ 7dayit สินค้าเจือกหมดอีก จริงๆ ยังมีอีกหลายเว็บแต่ไม่น่าเชื่อถือเอาซะเลย เว็บก็กะหลั่วๆ เมล์ก็ไม่ตอบ (จริงๆ ถ้าพูดถึงเรื่องการตอบ mail ของพวกเว็บไซต์ในเมืองไทยนี่สงสัยได้พูดกันอีกยก) E-commerce ไทยยังไปไม่ถึงไหนเลยจริงๆ เหมือนจะมีระบบกับเค้า แต่คนยังไม่พร้อมเลย สุดท้ายเลยต้องแบกไอ้ก้อนๆ 6 กิโลกว่า ขึ้นมอไซต์ขนกลับมาฉะเชิงเทรา เซ็งหนึ่ง
กลับมาทุกครั้งที่ต้องทำเลยคืออ่านการ์ตูนเล่มใหม่ๆ One piece เล่ม 41 แล้วอ่านถึงเล่ม 39 ตามหาเล่ม 40 หาเท่าไรก็หาไม่เจอ ไปถามคนซื้อปรากฏว่าเล่ม 40 ยังไม่ได้ซื้อ เซ็งสอง จะอ่านข้ามเล่มก็ไม่เอา เลยหาเรื่องอื่นต่อ โอ้ว นี่เลย "ชัยชนะของมวลมนุษยชาติ" เพิ่งได้อ่านว่ะ ออกมาตั้งกะมาคราวก่อนแล้ว ป่านนี้เล่มหลังจากนี้ก็ยังไม่ออกอีกหรือไงก็ไม่รู้
ไม่รู้ทำไมเรื่องนี้อ่านแล้วอึดอัด หายใจไม่ออกทุกทีเวลาอ่าน คือแบบว่า ไอ้ "เพื่อน" ห่าเหว นี่มันยังไงกันแน่วะ แล้วไอ้เด็กใส่หน้ากากอีก เดี๋ยวๆ ฮัตโตริ เดี๋ยวๆ เคโระ เดี๋ยวๆ อุลตราแมน เดี๋ยวๆ ก็มีอุลตร้าแมนอีกคน เพื่อนเป็น ฟุคเบ ฟุคุเบตายแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน ตอนนั้นก็ว่า เฮ้ย ทำไมมันตายง่ายนักวะ แต่ยังไม่เชื่อหรอก แล้วไอ้เพื่อนหน้ากากตาเดียวนี่มันตัวเป็ดไรวะ โผล่มาอยู่ได้ ไม่รู้ข้างในมันหน้าตาเป็นไงกันแน่ เดี๋ยวๆ ว่าหน้าเหมือนฟุคุเบ สุดยอดจริงอ่านแล้วอยากเอาปืนไปจี้คนเขียน บอกมึงรีบเขียนตอนจบมาเดี๋ยวนี้นะเว้ย 55 ประมาณนั้น เหมือนๆ ตอนอ่าน Monster ของผู้เขียนคนเดียวกัน เหมือนกันเลยแต่เรื่องนี้หงุดหงิดกว่า ไม่รู้เรื่องนี้จะเหมือน Monster หรือเปล่า ที่สุดท้ายตอนจบมันก็ยังทำมึนได้อีกต่อไป แต่คิดว่าไม่เพราะเรื่องนี้ยังอ่านพอจับเนื้อจับหนังมันได้มากกว่า
สุดท้ายเห็นเรื่อง Death Note (ชื่อคุ้นๆ) อยู่ 2 เล่มอยู่บนโต๊ะ เปิดไปดูผ่านๆ แล้วน่าอ่านจริงๆ แต่เวลาหมด เลยยังไม่ได้อ่าน ได้อ่านไอ้ "เพื่อน" เล่มเดียว
MrsJan
28 ก.ย. 2549
http://203.195.103.17/~computerok/advice_ref/feedback/viewfeedback.php?fb_no=Vm0wd2VHUXhUWGROVldScFVtMVNXVll3WkZOVlJscHpXa1pPVjJKSGVGWlZNakExVmpBeFdHVkdXbFpOYmtKVVdWZDRTMk14V25GVWJHUnBWa1phZVZacVFtRlpWMUpJVm10a1dHSkdjRmhaYTFaM1UxWmFkR1ZHV214U2JHdzBWMnRvVjJGV1NuUlZhemxhVmpOb2FGWldXbUZqYkhCSlkwZDRVMkpIZHpCV2EyTXhWREZzVjFOdVVsWmlSMmhvVm1wT2IyRkdXa2RYYlVacVlrWmFlVmRyV25kV01rcEpVV3h3VjFaRmIzZFhWbHByVTBaT2NtRkdXbWxTTW1ob1YxZDBhMVV5VW5OVmJHaHNVakJhY1ZscmFFTlNiRnBZWlVaT1ZXSkdjRnBWVm1oclZqRlplbUZJV21GU1JWcHlXa1ZhWVdSV1NuTlRiR1JUVFRBd01RPT0=
ไปโพสต์บอร์ดมัน แถมมีการตอบจากคนอื่นยังกะหน้าม้า
เออ แล้วก็เลยไปซื้อกับ 7dayit สินค้าเจือกหมดอีก จริงๆ ยังมีอีกหลายเว็บแต่ไม่น่าเชื่อถือเอาซะเลย เว็บก็กะหลั่วๆ เมล์ก็ไม่ตอบ (จริงๆ ถ้าพูดถึงเรื่องการตอบ mail ของพวกเว็บไซต์ในเมืองไทยนี่สงสัยได้พูดกันอีกยก) E-commerce ไทยยังไปไม่ถึงไหนเลยจริงๆ เหมือนจะมีระบบกับเค้า แต่คนยังไม่พร้อมเลย สุดท้ายเลยต้องแบกไอ้ก้อนๆ 6 กิโลกว่า ขึ้นมอไซต์ขนกลับมาฉะเชิงเทรา เซ็งหนึ่ง
กลับมาทุกครั้งที่ต้องทำเลยคืออ่านการ์ตูนเล่มใหม่ๆ One piece เล่ม 41 แล้วอ่านถึงเล่ม 39 ตามหาเล่ม 40 หาเท่าไรก็หาไม่เจอ ไปถามคนซื้อปรากฏว่าเล่ม 40 ยังไม่ได้ซื้อ เซ็งสอง จะอ่านข้ามเล่มก็ไม่เอา เลยหาเรื่องอื่นต่อ โอ้ว นี่เลย "ชัยชนะของมวลมนุษยชาติ" เพิ่งได้อ่านว่ะ ออกมาตั้งกะมาคราวก่อนแล้ว ป่านนี้เล่มหลังจากนี้ก็ยังไม่ออกอีกหรือไงก็ไม่รู้
ไม่รู้ทำไมเรื่องนี้อ่านแล้วอึดอัด หายใจไม่ออกทุกทีเวลาอ่าน คือแบบว่า ไอ้ "เพื่อน" ห่าเหว นี่มันยังไงกันแน่วะ แล้วไอ้เด็กใส่หน้ากากอีก เดี๋ยวๆ ฮัตโตริ เดี๋ยวๆ เคโระ เดี๋ยวๆ อุลตราแมน เดี๋ยวๆ ก็มีอุลตร้าแมนอีกคน เพื่อนเป็น ฟุคเบ ฟุคุเบตายแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน ตอนนั้นก็ว่า เฮ้ย ทำไมมันตายง่ายนักวะ แต่ยังไม่เชื่อหรอก แล้วไอ้เพื่อนหน้ากากตาเดียวนี่มันตัวเป็ดไรวะ โผล่มาอยู่ได้ ไม่รู้ข้างในมันหน้าตาเป็นไงกันแน่ เดี๋ยวๆ ว่าหน้าเหมือนฟุคุเบ สุดยอดจริงอ่านแล้วอยากเอาปืนไปจี้คนเขียน บอกมึงรีบเขียนตอนจบมาเดี๋ยวนี้นะเว้ย 55 ประมาณนั้น เหมือนๆ ตอนอ่าน Monster ของผู้เขียนคนเดียวกัน เหมือนกันเลยแต่เรื่องนี้หงุดหงิดกว่า ไม่รู้เรื่องนี้จะเหมือน Monster หรือเปล่า ที่สุดท้ายตอนจบมันก็ยังทำมึนได้อีกต่อไป แต่คิดว่าไม่เพราะเรื่องนี้ยังอ่านพอจับเนื้อจับหนังมันได้มากกว่า
สุดท้ายเห็นเรื่อง Death Note (ชื่อคุ้นๆ) อยู่ 2 เล่มอยู่บนโต๊ะ เปิดไปดูผ่านๆ แล้วน่าอ่านจริงๆ แต่เวลาหมด เลยยังไม่ได้อ่าน ได้อ่านไอ้ "เพื่อน" เล่มเดียว
MrsJan
28 ก.ย. 2549
26 กันยายน 2549
ความเพ้อฝันของตัวเอง
เรื่องใหญ่บางเรื่องสำหรับบางคนอาจจะเป็นเรื่องเล็กสำหรับเรา เรื่องใหญ่บางเรื่องสำหรับเราอาจจะเป็นเรื่องเล็กสำหรับใครหลายๆ คน คราวก่อนบอกไปว่าประชาธิปไตยเต็มใบเป็นเรื่องเพ้อฝัน คราวนี้ก็เลยจะมาสารภาพสิ่งเพ้อฝันของตัวเองดูบ้าง
ความเพ้อฝันเรื่องแรกของผมคืออยากให้ทุกคนได้เข้าถึงอาหารดีมีคุณภาพได้เท่าเทียมกัน ปัจจัยการบริโภค ที่เดี๋ยวนี้สิ่งที่มีคุณภาพจะหามายัดปาก กลับกลายเป็นของราคาสูง ที่จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้สูงกลุ่มนึง ไม่ว่าจะเป็นผักไร้สารเคมี อาหารไร้การปนเปื้อนสารเคมี อาหารไม่ใส่ผงชูรส ถ้าอยากได้อย่างใจคือต้อง ผลิตเองบริโภคเอง แต่กลับกลายเป็นเรื่องยากโดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในเมือง ทำงานหาเงินมาซื้อกินได้อย่างเดียว
ความเพ้อฝันเรื่องที่สองคืออยากให้ทุกคนได้เข้าถึงหลักประกันสุขภาพได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะรวยหรือจน แต่ 30 บาท ตอนนี้ยังไม่ใช่ เรายังต้องช่วยกันผลักดัน แม้ว่าเรื่องการรักษาพยาบาลจะเป็นปลายเหตุไปแล้วก็ตาม
ความเพ้อฝันเรื่องที่สามคืออยากให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการใช้งาน Software ได้อย่างอิสระ ประมาณว่า Software ไม่ว่าจะของฟรีหรือไม่ฟรี จะจ่ายไม่จ่ายมันก็เรื่องของกู ใครอยากจ่ายก็จ่าย ไม่อยากจ่ายก็ไม่ต้องจ่าย ทุกวันนี้ผมใช้งานแต่พวก Free Software แทบทั้งสิ้น แต่ตอนนี้ผมอาจจะจ่ายเงินบริจาคสนับสนุน พวก Free Software เหล่านี้ มากไปกว่าการเสียเงินซื้อพวก Software จ่ายตังค์ก็เป็นได้
ความเพ้อฝันเรื่องที่สี่ ผมจะปลูกป่าทดแทนสิ่งที่มนุษย์ได้ช่วยกันทำลายชั้นบรรยากาศที่ปกคลุมโลกไว้เพื่อป้องกันภาวะเรือนกระจก และอยากเรียกร้องให้ทุกคนที่กำลังช่วยกันทำลายมันอยู่เวลานี้ในเมืองใหญ่ๆ ช่วยกันแค่คนละต้นเพื่อแทนคนหนึ่งคน ก็น่าจะช่วยกันดูดซับคาร์บอนไดออกไซต์ได้มากโข โลกก็จะปลอดภัยจากหายนะ
ความเพ้อฝันเรื่องที่ห้า ผมจะไม่ยอมให้ใครมาปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี แต่ตอนนี้ผมคิดว่ามันยังไม่ถึงขนาดนั้น
ฝันเรื่องสุดท้าย ผมอยากให้เงินเป็นปัจจัยรอง รองจากปัจจัย 4 ไม่อย่างนั้นมนุษย์จะจมอยู่กับวงจรอุบาทว์ไม่มีที่สิ้นสุด
เรื่องเพ้อฝันเป็นสิ่งที่เราพอจะทำได้บ้าง แต่ก็อยู่ที่เราพอใจและจะอยู่กับมันได้แค่ไหน
MrsJan
26 ก.ย. 2549
ความเพ้อฝันเรื่องแรกของผมคืออยากให้ทุกคนได้เข้าถึงอาหารดีมีคุณภาพได้เท่าเทียมกัน ปัจจัยการบริโภค ที่เดี๋ยวนี้สิ่งที่มีคุณภาพจะหามายัดปาก กลับกลายเป็นของราคาสูง ที่จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้สูงกลุ่มนึง ไม่ว่าจะเป็นผักไร้สารเคมี อาหารไร้การปนเปื้อนสารเคมี อาหารไม่ใส่ผงชูรส ถ้าอยากได้อย่างใจคือต้อง ผลิตเองบริโภคเอง แต่กลับกลายเป็นเรื่องยากโดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในเมือง ทำงานหาเงินมาซื้อกินได้อย่างเดียว
ความเพ้อฝันเรื่องที่สองคืออยากให้ทุกคนได้เข้าถึงหลักประกันสุขภาพได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะรวยหรือจน แต่ 30 บาท ตอนนี้ยังไม่ใช่ เรายังต้องช่วยกันผลักดัน แม้ว่าเรื่องการรักษาพยาบาลจะเป็นปลายเหตุไปแล้วก็ตาม
ความเพ้อฝันเรื่องที่สามคืออยากให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการใช้งาน Software ได้อย่างอิสระ ประมาณว่า Software ไม่ว่าจะของฟรีหรือไม่ฟรี จะจ่ายไม่จ่ายมันก็เรื่องของกู ใครอยากจ่ายก็จ่าย ไม่อยากจ่ายก็ไม่ต้องจ่าย ทุกวันนี้ผมใช้งานแต่พวก Free Software แทบทั้งสิ้น แต่ตอนนี้ผมอาจจะจ่ายเงินบริจาคสนับสนุน พวก Free Software เหล่านี้ มากไปกว่าการเสียเงินซื้อพวก Software จ่ายตังค์ก็เป็นได้
ความเพ้อฝันเรื่องที่สี่ ผมจะปลูกป่าทดแทนสิ่งที่มนุษย์ได้ช่วยกันทำลายชั้นบรรยากาศที่ปกคลุมโลกไว้เพื่อป้องกันภาวะเรือนกระจก และอยากเรียกร้องให้ทุกคนที่กำลังช่วยกันทำลายมันอยู่เวลานี้ในเมืองใหญ่ๆ ช่วยกันแค่คนละต้นเพื่อแทนคนหนึ่งคน ก็น่าจะช่วยกันดูดซับคาร์บอนไดออกไซต์ได้มากโข โลกก็จะปลอดภัยจากหายนะ
ความเพ้อฝันเรื่องที่ห้า ผมจะไม่ยอมให้ใครมาปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี แต่ตอนนี้ผมคิดว่ามันยังไม่ถึงขนาดนั้น
ฝันเรื่องสุดท้าย ผมอยากให้เงินเป็นปัจจัยรอง รองจากปัจจัย 4 ไม่อย่างนั้นมนุษย์จะจมอยู่กับวงจรอุบาทว์ไม่มีที่สิ้นสุด
เรื่องเพ้อฝันเป็นสิ่งที่เราพอจะทำได้บ้าง แต่ก็อยู่ที่เราพอใจและจะอยู่กับมันได้แค่ไหน
MrsJan
26 ก.ย. 2549
22 กันยายน 2549
ความเงียบกำลังก่อตัว
ความเงียบที่ว่ากำลังก่อตัวอย่างเงียบๆ ความเงียบที่ว่ากำลังดังขึ้นเรื่อย ความเงียบที่เราคิดว่าเงียบเป็นความเงียบบนโลกจริง แต่อันที่จริงแล้วความเงียบนั้นไม่ได้เงียบเลย ใน Cyber Space จับตา!!
19sep.org
prachathai.com
midnightuniv.org
MrsJan
22 ก.ย. 2549
19sep.org
prachathai.com
midnightuniv.org
MrsJan
22 ก.ย. 2549
รัฐประหารเงียบ
รัฐประหารในคราวนี้ ค่อนข้างแปลก คือ ค่อนข้างเงียบ แม้แต่เสียงนกเสียงกายังหายเงียบ ทักษิณสู้ๆ หายเงียบไปพร้อมๆ กันกับบรรดาอดีต รมต. ทั้งหลายแหล่ เสียงต่อต้านของประชาชนที่ต้องการนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งก็เงียบ นั่นหมายถึงผมจะสรุปไปเลยว่าเสียงเงียบคือการสนับสนุนการรัฐประหาร ทั้งที่ในอดีตคนไทยเคยตั้งแง่รังเกียจวิธีเหล่านี้อย่างมากจนต้องออกมาชุมนุมกันเรือนแสน จนนำมาสู่การปราบปราม กลายเป็นว่าคนไทยนี้แปลกดีไหม เดี๋ยวๆ จะเอานายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้ง เดี๋ยวๆ ก็จะเอาจากการแต่งตั้ง เดี๋ยวๆ ก็จะเอานายกมาตรา 7 ถ้าอย่างนั้นก็ขอสรุปไปเลยละกันว่าคนไทยเรานั้นจะเลือกคนที่เรายอมรับเท่านั้นและค่อนข้างจะดูแคลนกับสิ่งที่มาจากระบอบประชาธิปไตย (นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง) แต่ไอ้ประชาธิปไตยสกปรกแบบนี้คนไทยก็ไม่ต้องการอีก
จากที่ว่ามาว่าคนไทยเลือกมากและไม่เอาระบบนั้นค่อนข้างจะใช้ไม่ได้เอาซะเลย เพราะว่าคนไทยในเมืองไทยนั้นจะมีอยู่ 2 ฝ่ายเสมอ คือ คนไทยที่เลือกรัฐบาลและคนไทยที่ล้มรัฐบาล คนไทยที่ล้มรัฐบาลในที่นี้หมายถึงชนชั้นกลางในกรุงเทพและกลุ่มชนชั้นกลางในเมืองในต่างจังหวัดเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงรอบนอกด้วยเลย เพราะคนรอบนอกนั้นไม่มีอำนาจมากพอเท่าๆ กับชนชั้นกลางเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น สื่อ ยศศักดิ์ เหล่านี้คนรอบนอกไม่มีเท่า
นั่นหมายความว่าระบอบประชาธิปไตยในเมืองไทยนั้น 1 เสียงของแต่ละคนชักจะไม่เท่ากันซะแล้ว
MrsJan
20 ก.ย. 2549
จากที่ว่ามาว่าคนไทยเลือกมากและไม่เอาระบบนั้นค่อนข้างจะใช้ไม่ได้เอาซะเลย เพราะว่าคนไทยในเมืองไทยนั้นจะมีอยู่ 2 ฝ่ายเสมอ คือ คนไทยที่เลือกรัฐบาลและคนไทยที่ล้มรัฐบาล คนไทยที่ล้มรัฐบาลในที่นี้หมายถึงชนชั้นกลางในกรุงเทพและกลุ่มชนชั้นกลางในเมืองในต่างจังหวัดเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงรอบนอกด้วยเลย เพราะคนรอบนอกนั้นไม่มีอำนาจมากพอเท่าๆ กับชนชั้นกลางเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น สื่อ ยศศักดิ์ เหล่านี้คนรอบนอกไม่มีเท่า
นั่นหมายความว่าระบอบประชาธิปไตยในเมืองไทยนั้น 1 เสียงของแต่ละคนชักจะไม่เท่ากันซะแล้ว
MrsJan
20 ก.ย. 2549
20 กันยายน 2549
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ถึงแม้การรัฐประหารครั้งนี้จะสร้างความสาแก่ใจให้กับตัวเองเป็นอย่างมาก แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าประชาธิปไตยในประเทศไทยสุดท้ายมันถอยหลังหรือเป็นเพราะสถาบันกษัตริย์และพลังความดีของพระมหากษัตริย์ของเรานั้นเข้มแข็งกันแน่เป็นไปตามคาดว่า ประเทศลิ่วล้อ ประเทศไร้อารยะและวัฒนธรรม อย่าง อเมริกา นิวซิแลนด์ ออสเตรเลีย จะออกมาประนามผ่านผู้นำกันถ้วนหน้าอย่างพร้อมเพรียงกัน องค์กรสิทธิมนุษยชนสหรัฐอเมริกา (Human Right Watch) ที่ออกอาการดิ้น เพียงเพราะว่ามันผิดหลักการสมัยใหม่ที่ตัวเองไม่เคยมีรากอารยธรรมมาก่อนได้ร่างมันขึ้นมา ถึงแม้ว่าตัวเองจะรู้อยู่แก่ใจว่ารัฐบาลไทยได้ทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมากแต่ก็ไม่เห็นด้วยที่จะทำการเช่นนี้
ผมเองก็คิดไม่ออกว่าอย่างไหนมันถูกต้องกว่ากัน ระหว่างการรัฐประหารรัฐบาลที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนกับการที่เหล่าทหารออกมาละเมิดเสียเอง ด้วยความคิดที่มัน Recursive กันเช่นนี้ ตัวผมเองก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าอะไรคือความถูกต้อง เพราะต่างฝ่ายต่างก็ถูกกันคนละครึ่ง และนี่เป็นสาเหตุแห่งความวุ่นวายของมนุษย์ทั้งหลายนั่นเอง
ตอนนี้องค์กรตามรัฐธรรมนูญก็หมดอำนาจหน้าที่ไปแล้ว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าราชการ ข้าในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้ผมมามองดูว่ามันช่างคาบเกี่ยวกันจริงๆ เลยว่ามันเหมือนมีการคานอำนาจกันอยู่ของ 2 ระบบ ระหว่างการปกครองแบบดั้งเดิมและแบบสมัยใหม่คือการปกครองแบบประชาธิปไตยมีรัฐธรรมนูญเป็นตัวกำกับดูแล มันก็เลยออกมาเป็นครึ่งๆ กลางๆ ไม่เต็มใบ อย่างระบอบการปกครองที่ว่า "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข"
แต่ถ้าเรามาดูกันจริงๆ แล้ว การปกครองแบบ Pure Democracy ยังไม่ถึงเวลากับประเทศไทยตั้งแต่ที่เคยคิดไว้แต่แรกแล้ว ไม่เหมือนกันประเทศเกิดใหม่จากการปฏิวัติด้วยพลเรือนและไร้รากของวัฒนธรรมดั้งเดิม
ถ้าเกิดว่าสถาบันกษัตริย์และคุณความดีของพ่อหลวงของเราไม่เข้มแข็ง รับรองได้เลยว่าประเทศนี้โดนยึดไปนานแล้วและอาจจะกลายเป็น Pure Democracy แบบพิกลพิการไปตลอดชีวิต
ภาพจาก Manager
Manager lite version
MrsJan
20 ก.ย. 2549
Gmail กับรัฐประหาร
Gmail มันเพิ่มประสิทธิภาพให้น่าใช้อีกแล้ว หลังจากที่ต้องส่ง mail childhood@mrsjan.com ให้ส่ง From address จาก mrs.jan@gmail.com อยู่นาน เหตุที่ใช้ smtp ของ gamil เพราะ smtp ของ gmail นั้นเชื่อถือได้ ค่อนข้างสูงมาก ว่าผู้รับจะได้รับเมล์จากเราแน่นอน ใช้ของตัวเว็บไซต์เองส่งหา hotmail ไม่เข้าเลย เหมือนมันจะ non-trust smtp ที่ไม่ค่อย secure เท่าไรตอนนี้ Gmail มี feature ใหม่ ให้เราสามารถเพิ่ม email address ได้แล้วว่าจะให้เลือกส่งจากใคร แต่ต้องไป register กัน 2-3 step ค่อนข้าง secure น่าดู เจ๋งว่ะ
ปล. เออ แล้วรัฐประหารมันเกี่ยวไรด้วยวะ
งั้นว่ากันซะหน่อย
"ปฏิวัติ" หมายถึง การยึดอำนาจโดยวิธีการที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ยกเลิกรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ อาจมีหรือไม่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และรัฐบาลใหม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงมูลฐานระบอบการปกครอง เช่นเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย หรือคอมมิวนิสต์ ฯลฯ
ส่วน "รัฐประหาร" หมายถึง การยึดอำนาจโดยวิธีการที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ แต่ยังคงใช้รัฐธรรมนูญฉบับเก่าต่อไป หรือประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในระยะเวลาไม่นานนัก
ในประเทศไทยถือได้ว่ามีการปฏิวัติ เกิดขึ้นครั้งแรกและครั้งเดียวคือ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 โดยคณะราษฎร จากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย และมีการกบฏเกิดขึ้น 12 ครั้ง และรัฐประหาร 8 ครั้ง
MrsJan
19 ก.ย. 2549
13 กันยายน 2549
หยุดพักงานวันที่ 14 นึกหัวข้อไม่ออกนึกอะไรก็เขียนอย่างนั้น
เอ้อ พรุ่งนี้พักงาน 1 วัน ตาลายชะมัด ทำงานวันละหลายๆ ชม. ติดๆ กันหลายวันแล้ว งานเยอะจนไม่อยากรับแล้วเว้ย แต่เงินก็ยังต้องใช้ พักมาอ่านข่าวบ้าง ทุกวันนี้เบื่ออ่านข่าวชะมัด ไม่มีเรื่องอะไรนอกจาก เรื่องอ้ายบ้าว่ามันจะอยู่ จะออก จะเว้นวรรค ไม่เว้นวรรค จะหนี จะปฏิวัติ จะชอบปิ้ง จะไปตีกอล์ฟ ไปขี้ ไปเยี่ยว แม่มน่ารำคาญ ก็ไม่อยากไปให้ความสำคัญกับมันมากนักหรอก แต่ยังไงตอนนี้ข่าวที่ขายได้ก็ละครการเมืองนี่แหละ พวกพ่อบ้านชอบนัก
น่าสงสาร สงสารตัวเอง ตัวมนุษย์ ตัวเหี้ย อะไรก็ได้ว่ะ ที่มันต้องอยู่กับโลกนี้ต่อไป ทนเห็นความหน้าด้าน ไม่ละอายต่อบาป ของพวกสัตว์เศรษฐกิจทั้งหลาย ไม่ว่าจะประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ สังคมนิยม เศรษฐศาสตร์แบบพอเพียง อะไรก็แล้วแต่ โดยตัวทฤษฎีมันก็ดีทั้งนั้นแหละ แต่พอมันไปอยู่ในมือคนชั่ว มันกลับกลายเป็นสิ่งที่เป็นปัญหา ก็น่าเสียใจแทน จอห์น ล็อค, คาร์ล มาร์ค หรือ แม้แต่พ่อหลวงของเรานั้น ที่ล้วนแล้วแต่หวังดี และมีจิตอันแรงกล้าของความเป็นเพื่อนมนุษย์ ที่ได้พร่ำเพียรคิดค้นระบอบนู้นนี้ขึ้นมา เพื่อที่จะให้สังคมได้อยู่กันอย่างสงบ อย่างที่มนุษย์ควรจะอยู่กัน แต่กลายเป็นว่าทุกวันนี้ สิ่งเหล่านี้นั้นกลับกลายมาเป็นข้ออ้างของพวกบ้าอำนาจ ที่ด้านหนึ่งพยายามจะบูชามันสุดลิ่มทิ่มประตูเพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเองนั้นทำตามกติการะบบระบอบเหล่านั้นที่คนเค้ายอมรับกัน ส่วนอีกด้านหนึ่งนั้นก็พยายามจะทำลายมัน อาจจะด้วยความไม่ตั้งใจ แต่ด้วยความที่ตัวเองอยากจะเป็นใหญ่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น จึงทำได้ทุกวิถีทาง
พวกคนชั่วช้าเป็นแบบนี้ทั้งนั้นไม่ว่าโลกจะผ่านไปกี่ร้อยปีแล้วก็ตาม ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม เวลานี้กลัวแต่ว่าจะหลงประเด็นกัน ไม่ว่าจะ กกต. ใหม่ หรือจะเลือกตั้งกันอีกซักกี่หน เราก็ต้องอยู่กับพวกคนชั่วพวกนี้อีกต่อไปวันยังค่ำ แถมอ้างได้อีกต่างหาก เวลานี้จึงทำอะไรไม่ได้นอกจากกดดันตามท้องถนนหนแห่งที่พวกคนชั่วช้าเหล่านั้นเดินทางไป ให้มันได้ละอายและเกรงกลัวต่อบาปบ้าง
MrsJan
13 ก.ย. 2549
น่าสงสาร สงสารตัวเอง ตัวมนุษย์ ตัวเหี้ย อะไรก็ได้ว่ะ ที่มันต้องอยู่กับโลกนี้ต่อไป ทนเห็นความหน้าด้าน ไม่ละอายต่อบาป ของพวกสัตว์เศรษฐกิจทั้งหลาย ไม่ว่าจะประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ สังคมนิยม เศรษฐศาสตร์แบบพอเพียง อะไรก็แล้วแต่ โดยตัวทฤษฎีมันก็ดีทั้งนั้นแหละ แต่พอมันไปอยู่ในมือคนชั่ว มันกลับกลายเป็นสิ่งที่เป็นปัญหา ก็น่าเสียใจแทน จอห์น ล็อค, คาร์ล มาร์ค หรือ แม้แต่พ่อหลวงของเรานั้น ที่ล้วนแล้วแต่หวังดี และมีจิตอันแรงกล้าของความเป็นเพื่อนมนุษย์ ที่ได้พร่ำเพียรคิดค้นระบอบนู้นนี้ขึ้นมา เพื่อที่จะให้สังคมได้อยู่กันอย่างสงบ อย่างที่มนุษย์ควรจะอยู่กัน แต่กลายเป็นว่าทุกวันนี้ สิ่งเหล่านี้นั้นกลับกลายมาเป็นข้ออ้างของพวกบ้าอำนาจ ที่ด้านหนึ่งพยายามจะบูชามันสุดลิ่มทิ่มประตูเพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเองนั้นทำตามกติการะบบระบอบเหล่านั้นที่คนเค้ายอมรับกัน ส่วนอีกด้านหนึ่งนั้นก็พยายามจะทำลายมัน อาจจะด้วยความไม่ตั้งใจ แต่ด้วยความที่ตัวเองอยากจะเป็นใหญ่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น จึงทำได้ทุกวิถีทาง
พวกคนชั่วช้าเป็นแบบนี้ทั้งนั้นไม่ว่าโลกจะผ่านไปกี่ร้อยปีแล้วก็ตาม ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม เวลานี้กลัวแต่ว่าจะหลงประเด็นกัน ไม่ว่าจะ กกต. ใหม่ หรือจะเลือกตั้งกันอีกซักกี่หน เราก็ต้องอยู่กับพวกคนชั่วพวกนี้อีกต่อไปวันยังค่ำ แถมอ้างได้อีกต่างหาก เวลานี้จึงทำอะไรไม่ได้นอกจากกดดันตามท้องถนนหนแห่งที่พวกคนชั่วช้าเหล่านั้นเดินทางไป ให้มันได้ละอายและเกรงกลัวต่อบาปบ้าง
MrsJan
13 ก.ย. 2549
04 กันยายน 2549
Ubuntu Sticker จาก ubuntuclub
27 สิงหาคม 2549
"โง่ขยัน" (Foolish Effort)

ทนอารมณ์ขำขันไม่ไหวเลยมาเขียน วันนี้ได้ศัพท์ใหม่ที่ถูกใจเป็นอย่างมาก จากข่าวการร้องขอชิวิตหมาขี้เรื้อน (ไม่ได้ตั้งใจจะเหยียดหยามคุณสุนัข เป็นแค่สำนวนเปรียบเทียบเท่านั้น) หน้าบ้าน ป๋าเปรม พลตรี จำลองเรียกพวกนี้ว่าพวก "โง่ขยัน" ถ้าไปสนามรบแล้วมีพวกนี้เป็นพวกต้องยิงทิ้งอย่างเดียว เห็นอย่างนี้ก็ได้แต่สงสารนายของมัน เป็นคำเปรียบเปรยได้สะใจและโดนใจจริงๆ ผมเลยเปลี่ยนมานิยมแทนคำว่าลิ่วล้อ หุหุช่วงนี้พวกโง่ขยันออกข่าวกันไม่ขาดสาย วันนี้ได้ข่าวมี ส.ส. ตัวหนึ่ง จากอุดรธานี เค้าว่า ตอนที่ชาวบ้านได้ทราบข่าว ชาวบ้านนับแสนพากันร้องห่มร้องไห้ บอกถ้าตำรวจไม่สามารถปกป้องหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่งได้ พวกเค้าจะดาหน้าออกมาเป็นเกราะป้องกันให้เอง ทำให้ เจ้า ส.ส. ตัวนี้ ได้ออกมาบอกถึงความจำเป็นที่จะต้องตั้ง อาสาสมัครชมรมพิทักษ์สุนัขขี้เรื้อน ...............
ท่องไว้ๆ ประชาธิปไตยๆ วันที่ 15 ตุลา ไปเลือกตั้ง อยากเลือกก็เลือก ไม่อยากเลือกก็ไม่ต้องเลือก ท่องไว้ๆ เลือกตั้งๆ ท่องไว้ๆ เหมือนกับที่ผ่านๆ มา
MrsJan
27 ส.ค. 2549
15 สิงหาคม 2549
Ajax คืออุดมคติของ Web Application
กิจวัตรใหม่ช่วงนี้ ทุกเช้าต้องตื่นมารดแปลงผัก ตอนนี้ผักบุ้งกำลังงอกงามดี พร้อมด้วยบริวารหรือกาฝาก ที่งอกงามเขียวขจีเหมือนเงาตามตัว ทำให้ต้องมานั่งหลังขดขาแข็งดึงมันออกอย่างน่าเบื่อ ยิ่งเด็ดเท่าไรก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเยอะขึ้นเรื่อยๆ เพราะมองไปทางไหนก็จะเจอะเจอมันอยู่ทุกตารางนิ้ว ส่วนผักคะน้าไม่รู้ทำไมหลายวันแล้วต้นยังอยู่เท่าเดิม ไม่เหมือนคนอื่น ต้นฟักทองใบใหญ่ขึ้นทุกวัน น่าตื่นตา ถ้าประสบความสำเร็จได้กินเมื่อไรจะทำเป็นบันทึกผลงานชิ้นแรก แต่ถ้าไม่สำเร็จก็จะทำเงียบๆ ไว้ หึหึ
วันนี้เกริ่นๆ เรื่อง Ajax ซักหน่อย ที่จริงก็ขี้เกียจที่จะศึกษามัน อยากจะทำแต่งานง่ายๆ ที่เคยทำ แล้วเอาเวลาไปหัดสร้างบ้านกับปลูกผัก แต่งานที่รับมาหนนี้ถ้าจะหนีมันไม่พ้น ความเพราะว่าหน้านึงต้อง Load ข้อมูลจำนวนมาก แล้วก็ต้องการการ Interactive แบบ Real time ทำให้ต้องศึกษามันจนได้ ยังไงก็คงหนีมันไม่พ้นสักวันก็เลยตัดสินใจศึกษามันในงานครั้งนี้ซะเลย
Ajax มันทำให้ Javascript น่าสนใจขึ้นอีกมาก จากที่ดั้งเดิมไม่ค่อยชอบใช้มันเท่าไรนักเพราะมันทำให้ Code รก แล้วมันทำให้ Web ดูไม่ค่อย Simple เท่าไร แต่ทุกวันนี้เราต้องการ ทำให้ Web Application ทำงานได้คล้ายคลึงกับ Desktop Application ดังนั้นเจ้า Javascript ให้คำตอบตรงนี้ได้ เพราะเป็นการทำงานแบบ Client-Side แต่ปัญหาของมันคือไม่สามารถดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลโดยตรงได้ (ทำได้แต่แบบอ้อมๆ) แต่ Ajax สามารถทำสิ่งนี้ได้
เชื่อได้เลยว่า Ajax เป็นก้าวใหม่ของ Web Application โดยแท้ เพราะแค่นั่งคิดเอาเล่นก็สามารถเอาไปประยุกต์ได้อีกร้อยแปดแล้ว ยกตัวอย่างที่เคยอยากได้นักหนามานานแล้ว คือ โปรแกรมสนทนาบนเว็บไซต์แบบ Google Talk บนเว็บไซต์ gmail.com มันเจ๋งจริงๆ อยากให้มีบน Tric จะได้ไม่ต้องมีการบอกให้ Online พวก IM ภายนอก อย่าง ICQ, MSN ก็สามารถคุยกันได้แล้วเพียงเข้ามาที่ Tric ที่เดียวเท่านั้น เข้ามาทำงานได้ สนทนาระหว่างบุคคลในองค์กรได้ เป็นอันจบ มันยอดจริงๆ
ส่วนอีกเรื่องนึงคือ อย่างเวลาติดต่อกับพวก Payment Gateway อาจจะสามารถซ่อนค่าต่างๆ ได้มากกว่านี้ ก็อาจจะเป็นได้
สรุปว่างานนี้ค่าจ้างอาจจะไม่คุ้มเหนื่อย แต่ได้ใช้เทคนิคใหม่ๆ หลายอย่างก็พอจะเอามาชดเชยกันได้บ้าง
MrsJan
15 ส.ค. 2549
วันนี้เกริ่นๆ เรื่อง Ajax ซักหน่อย ที่จริงก็ขี้เกียจที่จะศึกษามัน อยากจะทำแต่งานง่ายๆ ที่เคยทำ แล้วเอาเวลาไปหัดสร้างบ้านกับปลูกผัก แต่งานที่รับมาหนนี้ถ้าจะหนีมันไม่พ้น ความเพราะว่าหน้านึงต้อง Load ข้อมูลจำนวนมาก แล้วก็ต้องการการ Interactive แบบ Real time ทำให้ต้องศึกษามันจนได้ ยังไงก็คงหนีมันไม่พ้นสักวันก็เลยตัดสินใจศึกษามันในงานครั้งนี้ซะเลย
Ajax มันทำให้ Javascript น่าสนใจขึ้นอีกมาก จากที่ดั้งเดิมไม่ค่อยชอบใช้มันเท่าไรนักเพราะมันทำให้ Code รก แล้วมันทำให้ Web ดูไม่ค่อย Simple เท่าไร แต่ทุกวันนี้เราต้องการ ทำให้ Web Application ทำงานได้คล้ายคลึงกับ Desktop Application ดังนั้นเจ้า Javascript ให้คำตอบตรงนี้ได้ เพราะเป็นการทำงานแบบ Client-Side แต่ปัญหาของมันคือไม่สามารถดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลโดยตรงได้ (ทำได้แต่แบบอ้อมๆ) แต่ Ajax สามารถทำสิ่งนี้ได้
เชื่อได้เลยว่า Ajax เป็นก้าวใหม่ของ Web Application โดยแท้ เพราะแค่นั่งคิดเอาเล่นก็สามารถเอาไปประยุกต์ได้อีกร้อยแปดแล้ว ยกตัวอย่างที่เคยอยากได้นักหนามานานแล้ว คือ โปรแกรมสนทนาบนเว็บไซต์แบบ Google Talk บนเว็บไซต์ gmail.com มันเจ๋งจริงๆ อยากให้มีบน Tric จะได้ไม่ต้องมีการบอกให้ Online พวก IM ภายนอก อย่าง ICQ, MSN ก็สามารถคุยกันได้แล้วเพียงเข้ามาที่ Tric ที่เดียวเท่านั้น เข้ามาทำงานได้ สนทนาระหว่างบุคคลในองค์กรได้ เป็นอันจบ มันยอดจริงๆ
ส่วนอีกเรื่องนึงคือ อย่างเวลาติดต่อกับพวก Payment Gateway อาจจะสามารถซ่อนค่าต่างๆ ได้มากกว่านี้ ก็อาจจะเป็นได้
สรุปว่างานนี้ค่าจ้างอาจจะไม่คุ้มเหนื่อย แต่ได้ใช้เทคนิคใหม่ๆ หลายอย่างก็พอจะเอามาชดเชยกันได้บ้าง
MrsJan
15 ส.ค. 2549
11 สิงหาคม 2549
ไปซะแล้ว
วันนี้ตื่นเช้าเป็นพิเศษเนื่องจากว่าต้องลงมาส่งเพื่อนที่คิดไว้ว่าจะได้มาช่วยทำบ้านสวนเล็กๆ กัน แต่แล้วมันก็ต้องสะดุดนิดหน่อย เพราะ ตอนนี้ก็เหลือเพียงสองคนตายายอีกแล้ว เคยถามกับตัวเองอยู่เหมือนกันว่า เค้าจะอยู่ได้สักกี่เดือน เพราะปกติเธอจะเป็นคนที่ไม่ค่อยอยู่ที่ไหนได้นานๆ อยู่แล้ว ก็ดูเหมือนว่าคราวนี้จะสั้นที่สุดหรือเปล่าเพราะกินเวลาเพียงแค่ไม่ถึง 2 สัปดาห์
เพื่อนคนนี้เป็นคนที่เคยทำงานด้วยกันตั้งกะตอนอยู่เชียงราย บางทีเธอก็เงียบ บางครั้งเธอก็จะเฮฮา บางครั้งเธอก็จะพูดไม่หยุด เหมือนเธอมีอะไรในใจแล้วไม่สามารถนำไปพูดกับใครเค้าได้ ความเพราะเธอเป็นคนที่ อืม บรรยายไม่ถูกเหมือนกัน ถ้าจะให้มองๆ ดู เธอจะชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับ การปฎิวัติเมื่อครั้งกระโน้น ในยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน ทำให้มีแนวความคิดจะออกไปทางสังคมนิยมหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่ดูเธอหลงไหลเวียดนามนัก หลังจากนั้นไม่กี่เดือน เธอก็ลาออกไปก่อนพวกเราประมาณ 2 เดือน ออกไปอยู่คนเดียวกลางป่าเขาที่เชียงดาว
หลังจากที่พวกเราได้มาอยู่ที่แปดริ้วแล้ว เริ่มทำงานสวน จึงมีความคิดที่จะหาคนมาช่วยงานเพื่อจะได้งานที่เร็วขึ้น ก็นึกถึงคนๆ นี้เป็นคนแรก ก็ตะล่อม Email ไปสอบถามดูว่าสนใจไหม การ Email ไปในครั้งนั้น เราเขียนกันไปมาอยู่หลายครั้ง กว่าที่เธอจะมาถึงได้ก็กินเวลานานเกือบ 2 เดือน เธอขี่รถมอเตอร์ไซต์จากเชียงราย แวะมาช่วยงานมูลนิธิที่อุตรดิตย์ หลังจากนั้น ก็ขี่มาถึงกรุงเทพ เธอทำธุระอีกประมาณ 2 สัปดาห์ก็มาถึงบ้านของเราที่แปดริ้ว เรียกได้ว่าเราก็ลุ้นอยู่เหมือนกันว่าเธอจะมีเรื่องให้เปลี่ยนใจกระทันหันอะไรหรือเปล่า แต่ในที่สุดก็มาจนได้ ก็รู้สึกประหลาดใจ ปนดีใจอยู่นิดๆ
ใช้เวลาไม่นานจนถึงวันนี้ เธอขี่มอเตอร์ไซต์คู่กายสู่มุกดาหารบ้านเกิด แรงงานคนสำคัญของเราต้องไปอีกแล้วด้วยเหตุจำเป็นทางบ้านบางประการ คงเป็นครั้งแรกกับความรู้สึกของคนที่ต้องอยู่ต่อไปเมื่อมีคนมาช่วยทำงานแล้วก็ไป ว่ามันรู้สึกอย่างไรก็วันนี้เอง
MrsJan
11 ส.ค. 2549
เพื่อนคนนี้เป็นคนที่เคยทำงานด้วยกันตั้งกะตอนอยู่เชียงราย บางทีเธอก็เงียบ บางครั้งเธอก็จะเฮฮา บางครั้งเธอก็จะพูดไม่หยุด เหมือนเธอมีอะไรในใจแล้วไม่สามารถนำไปพูดกับใครเค้าได้ ความเพราะเธอเป็นคนที่ อืม บรรยายไม่ถูกเหมือนกัน ถ้าจะให้มองๆ ดู เธอจะชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับ การปฎิวัติเมื่อครั้งกระโน้น ในยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน ทำให้มีแนวความคิดจะออกไปทางสังคมนิยมหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่ดูเธอหลงไหลเวียดนามนัก หลังจากนั้นไม่กี่เดือน เธอก็ลาออกไปก่อนพวกเราประมาณ 2 เดือน ออกไปอยู่คนเดียวกลางป่าเขาที่เชียงดาว
หลังจากที่พวกเราได้มาอยู่ที่แปดริ้วแล้ว เริ่มทำงานสวน จึงมีความคิดที่จะหาคนมาช่วยงานเพื่อจะได้งานที่เร็วขึ้น ก็นึกถึงคนๆ นี้เป็นคนแรก ก็ตะล่อม Email ไปสอบถามดูว่าสนใจไหม การ Email ไปในครั้งนั้น เราเขียนกันไปมาอยู่หลายครั้ง กว่าที่เธอจะมาถึงได้ก็กินเวลานานเกือบ 2 เดือน เธอขี่รถมอเตอร์ไซต์จากเชียงราย แวะมาช่วยงานมูลนิธิที่อุตรดิตย์ หลังจากนั้น ก็ขี่มาถึงกรุงเทพ เธอทำธุระอีกประมาณ 2 สัปดาห์ก็มาถึงบ้านของเราที่แปดริ้ว เรียกได้ว่าเราก็ลุ้นอยู่เหมือนกันว่าเธอจะมีเรื่องให้เปลี่ยนใจกระทันหันอะไรหรือเปล่า แต่ในที่สุดก็มาจนได้ ก็รู้สึกประหลาดใจ ปนดีใจอยู่นิดๆ
ใช้เวลาไม่นานจนถึงวันนี้ เธอขี่มอเตอร์ไซต์คู่กายสู่มุกดาหารบ้านเกิด แรงงานคนสำคัญของเราต้องไปอีกแล้วด้วยเหตุจำเป็นทางบ้านบางประการ คงเป็นครั้งแรกกับความรู้สึกของคนที่ต้องอยู่ต่อไปเมื่อมีคนมาช่วยทำงานแล้วก็ไป ว่ามันรู้สึกอย่างไรก็วันนี้เอง
MrsJan
11 ส.ค. 2549
06 สิงหาคม 2549
ปัญหา font ไทย บน firefox ยังคงต้องแก้ไขกันตลอด
ติดพันงาน Freelance ของที่ทำงานเก่ามาหลายวันแล้ว เว็บตัวเองก็ไม่ได้ทำต่อสักที T_T เห็นว่ายังไงก็ทำไม่ทัน Due Date วันพรุ่งนี้อยู่แล้ว ;p เลยนอกเรื่องมาเขียนสักหน่อย
พอดีทำเครื่องให้เพื่อนใช้งาน เจอปัญหาเดิมกับ firefox ที่ยังไงก็หยิบมาใช้เลยไม่ได้สักที วันนี้ลง Ubuntu Edgy Eft (หรือ Elf Efl Eltอะไรสักอย่าง) ตัว firefox ก็ยังมึปัญหากับ font thai อยู่ดีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซี่งถึงแม้ว่าจะมึ package thai ttf ของ tlwg (Thai Linux Working Group) รวมมาให้แล้วก็ตาม แต่ปัญหามันก็ดันเป็นเพราะไอ้เจ้า package นึ้นั่นแหละ เวรกรรม
ปัญหาเมื่อลงเสร็จเรึยบร้อยแล้ว อย่างแรกเลย ตัดคำไทยก็ยังไม่ติดมาสักทีสำหรับ version นึ้ ต้องลงตัดคำไทย ก่อน โดยลง libthai กับ pango-libthai ลงเสร็จแล้วตรวจสอบโดยเข้าไปทึ่เว็บแหกยอดนิยม manager.co.th
ถ้าอ่านได้โดยเว็บไม่แหกก็ OK
อึกปัญหานึงคือ บางหน้าภาษาไทย มันจะยึกยือๆ ไม่ได้อยู่แนวเดียวกัน ลองเข้าไปดู google.co.th ตัวหนังสือไทยบน tab bar ก็จะเป็นเหมือนกัน ลองค้นหาดูว่ามึ package ttf อยู่หรือไม่ สั่ง dpkg -l | grep thai ถ้าเจอพวก thai-ttf ให้เอาออกไปเลย ตัวนี้ที่ผมลงเอาไว้ จะมี thai-ttf-tlwg ติดมาด้วยพอเอาออก ก็หายเลย แต่อาจต้องเอา ubutu-desktop ออกด้วยเพราะมัน dependency กัน ไม่รู้ไว้ทำอะไรเหมือนกัน
อีกเรื่อง อันนี้ทำเพื่อความสวยงาม ไปเอา font บน windows มาใช้ ที่ชอบใช้ประจำเลยก็ Microsoft Sans Serif กับ Tahoma แต่จะใช้ Tahoma มากกว่า ก็กำหนด Default Font ไว้บน Firefox เป็น Tahoma เลย ผมว่ามันสวยงาม อ่านง่าย และดูเป็นมาตรฐานที่สุด โดย copy file .ttf ไปไว้ใน /usr/share/fonts/truetype เลย
* ปิด firefox แล้วเปิดใหม่ทุกครั้งที่ทำอะไรลงไป ไม่อย่างนั้นมันจะไม่ Update
MrsJan
6 ส.ค. 2549
พอดีทำเครื่องให้เพื่อนใช้งาน เจอปัญหาเดิมกับ firefox ที่ยังไงก็หยิบมาใช้เลยไม่ได้สักที วันนี้ลง Ubuntu Edgy Eft (หรือ Elf Efl Eltอะไรสักอย่าง) ตัว firefox ก็ยังมึปัญหากับ font thai อยู่ดีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซี่งถึงแม้ว่าจะมึ package thai ttf ของ tlwg (Thai Linux Working Group) รวมมาให้แล้วก็ตาม แต่ปัญหามันก็ดันเป็นเพราะไอ้เจ้า package นึ้นั่นแหละ เวรกรรม
ปัญหาเมื่อลงเสร็จเรึยบร้อยแล้ว อย่างแรกเลย ตัดคำไทยก็ยังไม่ติดมาสักทีสำหรับ version นึ้ ต้องลงตัดคำไทย ก่อน โดยลง libthai กับ pango-libthai ลงเสร็จแล้วตรวจสอบโดยเข้าไปทึ่เว็บแหกยอดนิยม manager.co.th
ถ้าอ่านได้โดยเว็บไม่แหกก็ OK
อึกปัญหานึงคือ บางหน้าภาษาไทย มันจะยึกยือๆ ไม่ได้อยู่แนวเดียวกัน ลองเข้าไปดู google.co.th ตัวหนังสือไทยบน tab bar ก็จะเป็นเหมือนกัน ลองค้นหาดูว่ามึ package ttf อยู่หรือไม่ สั่ง dpkg -l | grep thai ถ้าเจอพวก thai-ttf ให้เอาออกไปเลย ตัวนี้ที่ผมลงเอาไว้ จะมี thai-ttf-tlwg ติดมาด้วยพอเอาออก ก็หายเลย แต่อาจต้องเอา ubutu-desktop ออกด้วยเพราะมัน dependency กัน ไม่รู้ไว้ทำอะไรเหมือนกัน
อีกเรื่อง อันนี้ทำเพื่อความสวยงาม ไปเอา font บน windows มาใช้ ที่ชอบใช้ประจำเลยก็ Microsoft Sans Serif กับ Tahoma แต่จะใช้ Tahoma มากกว่า ก็กำหนด Default Font ไว้บน Firefox เป็น Tahoma เลย ผมว่ามันสวยงาม อ่านง่าย และดูเป็นมาตรฐานที่สุด โดย copy file .ttf ไปไว้ใน /usr/share/fonts/truetype เลย
* ปิด firefox แล้วเปิดใหม่ทุกครั้งที่ทำอะไรลงไป ไม่อย่างนั้นมันจะไม่ Update
MrsJan
6 ส.ค. 2549
17 กรกฎาคม 2549
แวะทำเว็บสักหน่อย
ได้เริ่มทำ Numthang จริงๆ จังๆ ซักที เหตุเพราะว่าต้องการจะเปิดร้านใหม่ไปพลางๆ ก่อน ระหว่างขุดดิน ถางหญ้า ทำให้ต้องกลับมาทำเว็บก่อน ทีนี้ดูไปดูมา กะไว้ว่าจะทำเป็น Static Page แต่ดูไปดูมามันก็ไม่ค่อยจะสะดวกในการทำงานเท่าใดนัก พอจะทำเป็น CMS ไอ้ครั้นจะทำห่วยๆ ใช้เฉพาะเว็บเราเอง มันก็ไม่น่าทำอีก งานนี้เลยคิด Project ใหม่ คือ จะทำเป็น CMS แบบมาตรฐานให้คนอื่นเอาไปใช้ได้ด้วยซะเลย ลักษณะการอ่าน Template ยังคงใกล้เคียง Template เดิม ที่เคยทำใน TRIC เพราะคิดดูแล้ว Template แบบ Tric ก็ตอบโจทย์เราได้พอควร กะว่าจะลองศึกษา PatTemplate อ่าน Template XML แต่ขี้เกียจว่ะ เลยเอาแบบเดิมคราวนี้พอคิดไปคิดมาชักใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ คราวนี้เลยรวม Package จากที่เคยทำเว็บ Ecommerce ที่ได้รับจ้างงานมา ก็กำลังจะปรับปรุงให้เป็นแบบโปรแกรม OSCommmerce คือทำให้คนอื่นเอาไปใช้งานต่อได้ (อันเก่าทำแบบขี้เกียจๆ เสร็จเป็นงานๆ ไป)
จากที่เคยคิดไว้ว่าจะบรรจุเป็น Software ให้ Download เฉพาะ Tric ทำไปทำมา ทำให้หมดเลยดีกว่า Project นี้เลยได้โปรแกรม Ecommerce, CMS, Tric รวมอยู่ใน Package เดียวกัน ทำให้ต้องกลับมานั่งรื้อ Tric กันใหม่อีกครั้ง เห็นหลายอย่างต้องปรับปรุงอีกมาก หลายอย่างที่โดนสั่งให้ทำจนโปรแกรมเละตุ้มเป๊ะไปหมด ความง่ายแบบเก่าๆ ที่คิดไว้กลายเป็นขยะอะไรก็ไม่รู้มากมาย อย่างน้อยก็ต้องทำเป็น Version MySql ก่อน เพราะว่าเว็บเช่าทั้งหลายมันมี PostGres ซะที่ไหนกัน
ตอนที่คิดจะทำเว็บนี้ครั้งแรกนั้นคิดจะทำแบบ Static ล้วนๆ ส่วนที่เป็น Webboard ก็กะจะใช้ SMF (Simple Machine Forum) กับ Drupal (เว็บ Blog) แต่ดูไปดูมา คิดไปคิดมา (อีกแล้ว) ถ้าเราทำระบบสมาชิกส่วนนึง SMF เป็นอีกส่วน แถม Drupal อีกส่วน ตายห่ะ ไม่ต้องมีชื่อ Login 3 ชื่อในเว็บเดียวกันเหรอว่ะ ไอ้ครั้นจะไปแกะ Code มันมาดู ว่าระบบสมาชิกมันเป็นอย่างไร ก็ไม่ยากเท่าไร แต่พอคิดดูต่อไปถ้าอยากได้ Feature มากกว่านี้อีก คงต้องไล่ตามแกะของมันไปเรื่อยๆ แล้วก็ไม่ค่อยจะเข้ากับระบบของเราเท่าไรด้วย
อีกอย่างพวก เว็บบอร์ด เว็บบล๊อก พวกนี้มักจะทำ Feature เอาไว้เยอะแยะไปหมด เพราะเค้าจะพัฒนากันอยู่อย่างเดียว เห็นแล้วมึน ทำให้พาลไม่อยากใช้งานมันเท่าไร ไม่เห็นจะอยากได้ความสามารถมากมายขนาดนั้นซักกะหน่อย
สรุปว่า Numthang Content Software (ชื่อ Software อย่างไม่เป็นทางการ) ที่จะทำตอนนี้จะมี Blog, Forum, CMS รวมอยู่ในเนื้อเดียวกันเลย สะใจจริงๆ ส่วนระบบเบื้องหลังยังคงเป็น Tric เหมือนเดิม ก็ไม่รู้ว่ามีคนทำแล้วหรือยัง แต่ก็ไม่สนใจแล้วว่ะ เพราะว่า เกิดไปเอาของคนอื่นมาก็เข้ากันไม่ได้กับ Tric อีกก็เลยผุด Project ยักษ์ใหญ่ขึ้นมาด้วยประการฉะนี้แล
* นั่งคิดนอนคิดอยู่หลายวัน พอคิดได้แล้ว ถึงเวลาทำจริง ขี้เกียจ Coding ชะมัด ไม่รู้ว่าหาใครมาช่วย Coding ให้ได้มั่งหว่า มีเงินเดือนให้เดือนละ 2000 บาท พร้อมอาหารที่พัก ระยะเวลาจ้างงาน 1-2 เดือน หึหึ
MrsJan
17 ก.ค. 49
14 กรกฎาคม 2549
พวกมันยึดราชดำเนิน
ราชดำเนินเปลี่ยนไป๊ (ตั้งนานแล้ว)
วันนี้อ่านข่าวจาก Manager เค้าเปิดขุมข่ายกองกำลังพิทักษ์ทักษิณ พร้อมเหตุเชื่อมโยงเว็บต่างๆ เข้าด้วยกันว่าเป็นขุมข่ายเดียวกัน หาได้ต่างคนต่างพิทักษ์กันอิสระไม่ อ่านไปเจอตอนหนึ่งที่ว่า "ราชดำเนิน" ที่เคยเป็นแหล่งรวมข้อมูลข่าวสารการเมืองอิสระได้ถูกยึดไปจากขุมข่ายเหล่านี้ไปเรียบร้อยแล้ว สอดคล้องกับที่ครั้งหนึ่ง ผมได้เคยคิดไว้แล้วแบบตะหงิดๆ ว่า "ราชดำเนิน" เดี๋ยวนี้มันอะไรกัน อ่านแล้วงงๆ สวนกระแสจากเดิมที่ปริมาณการด่าแม้วจะมากกว่า แต่ตอนนี้กลายเป็นเชียร์ไปเกือบหมด สวนกระแสสังคมการเมืองจริงๆ
เพื่อตอกย้ำความคิดนี้ ไม่นานมานี้ผมเลยไปลองแวะเยี่ยมเยียนดู หลังจากไม่ได้เข้ามานานพอดู เหตุที่ไม่เข้าไม่ได้เป็นเพราะมันเชียร์แม้วหรอก แต่อ่านความคิดเห็นแล้วมีแต่ความคิดเห็นปัญญาอ่อนมาโพสต์ (อ่อน พอๆ กับข้อคิดเห็นด่าแม้วใน Manager) แต่ก็ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเพราะพวกเชียร์แม้วแบบใจไม่บริสุทธิ์ มันชอบเขียนข้อความปัญญาอ่อนก็ได้ เลยไม่เข้าอีกเลยแบบอัตโนมัติ หลังจากเข้าไปดูแล้วถึงได้รู้ว่า กระทู้แนะนำ 4-5 อัน ทั้งหมดไม่เชียร์แม้วก็ด่ามาร์คและสนธิ แล้วพวกชื่อสมาชิกก็แปลกๆ ไม่คุ้นตาเลยสักคนเดียว ชื่อขาประจำเก่าๆ หายไปหมดแล้ว
ตอนนี้ถึงได้คำตอบว่าทำไม แล้วตอนนี้พวกขาประจำเก่าพันทิพย์ราชดำเนินนั้นเค้าได้ร่วมกันลงขันย้ายบ้านกันไปตั้งเว็บบอร์ดกันเองแล้วที่ http://forum.serithai.net/ ทำให้เหมือนได้เข้าห้องราชดำเนินที่แท้จริงอีกครั้งหนึ่งเพราะพวกสมาชิกใช้ชื่อเดิมที่ใช้ในราชดำเนินทั้งสิ้น
แม้แต่เว็บบอร์ดเสรีที่ทุกคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นด้วยใจบริสุทธิ์ที่เป็น Community จริงๆ พวกมันก็ยังทำลายได้น่าตาเฉย พวกมันจะสร้างเว็บเชียร์สัก 100 เว็บก็ไม่มีใครว่า แต่พวกมันได้เข้ามาทำลายชุมชนแห่งการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีแบบนี้ ช่างเป็นเรื่องที่สร้างความรู้สักเจ็บแค้นให้กับตัวเองยิ่งนัก สำหรับผมนี่เป็นความเลวร้ายแบบสุดๆ เลยทีเดียว
ข่าวจาก
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9490000074544
MrsJan
14 ก.ค. 49
วันนี้อ่านข่าวจาก Manager เค้าเปิดขุมข่ายกองกำลังพิทักษ์ทักษิณ พร้อมเหตุเชื่อมโยงเว็บต่างๆ เข้าด้วยกันว่าเป็นขุมข่ายเดียวกัน หาได้ต่างคนต่างพิทักษ์กันอิสระไม่ อ่านไปเจอตอนหนึ่งที่ว่า "ราชดำเนิน" ที่เคยเป็นแหล่งรวมข้อมูลข่าวสารการเมืองอิสระได้ถูกยึดไปจากขุมข่ายเหล่านี้ไปเรียบร้อยแล้ว สอดคล้องกับที่ครั้งหนึ่ง ผมได้เคยคิดไว้แล้วแบบตะหงิดๆ ว่า "ราชดำเนิน" เดี๋ยวนี้มันอะไรกัน อ่านแล้วงงๆ สวนกระแสจากเดิมที่ปริมาณการด่าแม้วจะมากกว่า แต่ตอนนี้กลายเป็นเชียร์ไปเกือบหมด สวนกระแสสังคมการเมืองจริงๆ
เพื่อตอกย้ำความคิดนี้ ไม่นานมานี้ผมเลยไปลองแวะเยี่ยมเยียนดู หลังจากไม่ได้เข้ามานานพอดู เหตุที่ไม่เข้าไม่ได้เป็นเพราะมันเชียร์แม้วหรอก แต่อ่านความคิดเห็นแล้วมีแต่ความคิดเห็นปัญญาอ่อนมาโพสต์ (อ่อน พอๆ กับข้อคิดเห็นด่าแม้วใน Manager) แต่ก็ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเพราะพวกเชียร์แม้วแบบใจไม่บริสุทธิ์ มันชอบเขียนข้อความปัญญาอ่อนก็ได้ เลยไม่เข้าอีกเลยแบบอัตโนมัติ หลังจากเข้าไปดูแล้วถึงได้รู้ว่า กระทู้แนะนำ 4-5 อัน ทั้งหมดไม่เชียร์แม้วก็ด่ามาร์คและสนธิ แล้วพวกชื่อสมาชิกก็แปลกๆ ไม่คุ้นตาเลยสักคนเดียว ชื่อขาประจำเก่าๆ หายไปหมดแล้ว
ตอนนี้ถึงได้คำตอบว่าทำไม แล้วตอนนี้พวกขาประจำเก่าพันทิพย์ราชดำเนินนั้นเค้าได้ร่วมกันลงขันย้ายบ้านกันไปตั้งเว็บบอร์ดกันเองแล้วที่ http://forum.serithai.net/ ทำให้เหมือนได้เข้าห้องราชดำเนินที่แท้จริงอีกครั้งหนึ่งเพราะพวกสมาชิกใช้ชื่อเดิมที่ใช้ในราชดำเนินทั้งสิ้น
แม้แต่เว็บบอร์ดเสรีที่ทุกคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นด้วยใจบริสุทธิ์ที่เป็น Community จริงๆ พวกมันก็ยังทำลายได้น่าตาเฉย พวกมันจะสร้างเว็บเชียร์สัก 100 เว็บก็ไม่มีใครว่า แต่พวกมันได้เข้ามาทำลายชุมชนแห่งการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีแบบนี้ ช่างเป็นเรื่องที่สร้างความรู้สักเจ็บแค้นให้กับตัวเองยิ่งนัก สำหรับผมนี่เป็นความเลวร้ายแบบสุดๆ เลยทีเดียว
ข่าวจาก
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9490000074544
MrsJan
14 ก.ค. 49
06 กรกฎาคม 2549
ผู้ชายสำคัญกว่าผู้หญิง?
ช่วงนี้ผมมีปัญหากับทางบ้านอีกแล้ว ซึ่งบางครั้งผมก็คิดว่าทำไมผมจะต้องหาเรื่องให้ได้เถียงกันด้วย ทำไมไม่ทำตามๆ เค้าดูบ้างจะได้หมดเรื่อง แต่ก็ต้องกลับมาถามตัวเองในภายหลังอีกนั่นแหละว่าทำไมคราวนั้นถึงไม่ทำอย่างนี้ ก็ต้องเลือกเอาว่าจะขัดแย้งกับคนอื่นหรือจะขัดแย้งกับตัวเอง
ผมเกิดในครอบคร้วคนจีนแท้ๆ อพยพจากเมืองจีนแท้ๆ ไม่มีผสม แม้แต่ญาติพี่น้องใครแต่งกับใคร ยังไง แน่นอนว่าต้องจีนร้อยเปอร์เซนต์ เพราะไม่อย่างนั้นอาม่าต้องบ่นแน่นอน ทีนี้ไอ้หลานไม่รักดีคนนี้ก็ไม่เคยทำอะไรให้ถูกใจไปซะทุกอย่าง ตั้งแต่ สะใภ้ก็ไทย (คนจีนจะมีอคติกับคนไทยเหมือนในละคร) ไปอาศัยที่นาฝ่ายหญิงจะปลูกบ้าน (เหมือนแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิง) ไปทำการเกษตรพึ่งตนเอง (สำหรับพ่อค้าคนจีนไม่เคยสัมผัสมาก่อน ดูเหมือนไม่มั่นคง เพราะโลกทุกวันนี้ต้องมีเงินไว้ใช้จ่าย) และเรื่องสำคัญคือ เปลี่ยนไปใช้นามสกุลภรรยา!! (อันนี้ไม่มันปกติแล้วเหมือนตั้งใจจะออกจากวงศ์ตระกูล)
สำหรับเรื่องนามสกุลนี้ได้ทำให้แม่ผมช๊อคไปเลย ผมบอกได้เลยว่าทั้งหลายนั้นผมไม่ได้ตั้งใจหรอก แต่มันเป็นไปเองแล้วจะให้ทำอย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่ผมเคยคิดไวัตั้งนานแล้วว่าถ้าผมแต่งงานเมื่อไร จะเปลี่ยนไปใช้นามสกุลภรรยาให้ดู
สำหรับเหตุผลนั้น ผมแค่มีความรู้สึกว่าผู้หญิงถูกกดขี่ตลอดเวลามานานมากแล้วในประวัติศาสตร์ไม่ว่าชาติไหน ผมเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมผู้หญิงจะต้องเปลี่ยนสกุลไปใช้ตามผู้ชาย ทำไมต้องเปลี่ยนเป็นนาง ทำไมลูกผู้หญิงสำหรับคนจีนแล้วน่ารังเกียจ ทำไมๆ ทั้งหลาย ทั้งปวงล้วนมาจากความเห็นแก่ตัวจากคนริเริ่มประเพณีอะไรต่างๆ มาจากผู้ชายใช่หรือไม่ ผมแค่ต้องการแสดงให้เห็นว่าผู้ชายไม่ได้เห็นแก่ตัวและพร้อมที่จะเสียสละได้ ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาตามมาก็ตาม และไม่เคยคิดที่จะผูกขาดและหวงแหนอำนาจไว้กับตัว
ผมว่าผู้หญิงหลายคนก็ต้องรู้สึกหรือแม้แต่แม่ก็ตามยังเคยบ่นว่าอาม่าลำเอียงกับลูกผู้หญิง ไม่มีที่ดินให้มีแต่สมบัติที่ให้ครั้งเดียวตอนแต่งงาน เห่อหลานจากลูกชายมากกว่า หลานจากลูกสาว หลานจากลูกสาวแต่งงาน (คือตัวผมเอง) ก็ไม่ค่อยเห่อเท่าไร ตัวเองยังรู้สึกเลย แต่วันนี้จะมาต่อว่าผม อันที่จริงผมพอจะรู้หรอกว่าแม่อาจจะแคร์ความรู้สึกของคนรอบข้างมากไป
ผมโดนต่อว่า ว่าจะทำอะไรทำไมไม่ปรึกษากันก่อน เหมือนไม่เคยเห็นหัวกัน ซึ่งผมก็ยอมรับผิดตรงนี้ แต่ผมคิดในใจว่าถ้าปรึกษาก็คงจะมีปัญหาอยู่ดี ผมถามแม่กลับไปว่าทำไมเวลาผู้หญิงเปลี่ยนไปใช้สกุลผู้ชาย ไม่เห็นต้องปรึกษากันก่อนเลย คำตอบที่ได้ก็คือ "เค้าทำกันจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว" แต่สำหรับผมมันไม่ปกตินี่สิ หลายสิ่งหลายอย่างที่ผมเห็นการกระทำกับผู้หญิงมันไม่ปกติ โดยเฉพาะคนจีนแล้วไม่ปกติอย่างมาก ในสมัยนึง (ยังอยู่จนถึงปัจจุบันหรือเปล่าไม่ทราบได้) คนจีนจะสามารถมีลูกได้เพียงคนเดียว ตามนโยบายจำกัดจำนวนประชากร ทีนี้พอได้ลูกผู้หญิงบางรายถึงกับฆ่าทิ้ง และนี่คือความไม่ปกติ
ลองยกตัวอย่างสมัยก่อนดู ให้เราลองมาคิดดูว่าแต่ก่อนนั้นกฏหมายหลังจากจดทะเบียนสมรสแล้วให้ฝ่ายหญิงเปลี่ยนไปใช้นามสกุลของฝ่ายชายเท่านั้น มาสมัยนี้มีเพิ่มเข้ามาอีกคือ ให้ฝ่ายชายเปลี่ยนไปฝ่ายหญิง หรือให้ฝ่ายหญิงคงนามสกุลเดิมเอาไว้ ผมไม่เห็นด้วยกับข้อหลังเท่าไรนักเพราะถ้าสองฝ่ายตกลงจะอยู่ด้วยกันแล้ว ไม่มีฝ่ายไหนยอมเสียสละแล้วจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร หรือว่าพอถึงเวลามีลูกแล้ว จะให้ลูกเปลี่ยนไปใช้นามสกุลของพ่อหรือแม่กันล่ะ
วันนี้ผมบอกได้เลยว่าผู้หญิงหลายคนก็อาจจะเป็นเหมือนผมเหมือนกันอย่างเวลาเขียนชื่อสกุลยังเผลอจะเขียนสกุลเดิมจนทำเอกสารเสียไปหลายครั้งหรือในหลายครั้งก็รู้สึกประหลาดๆ ในการที่ตัวเองต้องเปลี่ยนไปใช้นามสกุลใครก็ไม่รู้ที่ไม่ใช่ของตัวเองที่ใช้มาตลอดตั้งแต่เกิด แต่ก็ต้องทำไปตามกฏหมายเท่านั้นเอง
หลายๆ คำพูดที่เราได้คุยกัน ไม่ว่าจะเป็น "เวลาจะทำอะไรให้คิดถึงคนที่อยู่ข้างหลังบ้าง นี่พ่อแม่ยังอยู่ยังรับรู้ได้อยู่ ถ้าตายไปแล้วก็ว่าไปอย่าง คิดถึงว่าคนที่จะถูกต่อว่าไม่ใช่ผม พ่อแม่ยังต้องอยู่ในสังคมเครือญาติอยู่ ยังต้องคบค้าสมาคมกันอยู่" ซึ่งผมก็คิดว่าผมไม่ได้ไปทำเรื่องร้ายแรงอย่างฆ่าคนหรือต้องคดีอาญาสักหน่อย คำสุดท้ายที่พูดคุยกันคือ "ไปเปลี่ยนกลับให้เป็นอย่างเดิม ถ้าไม่ได้ก็ไม่รู้จะให้ว่าอย่างไรแล้ว" ผมก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรก็ได้แต่จบบทสนทนาทางโทรศัพท์แต่เพียงเท่านี้ แต่ผมก็ไม่คิดว่าตัวเองทำอะไรผิด ผมแค่ทำไปตามความเชื่อของตัวเองนั้นมันผิดตรงไหน
MrsJan
6 ก.ค. 49
ผมเกิดในครอบคร้วคนจีนแท้ๆ อพยพจากเมืองจีนแท้ๆ ไม่มีผสม แม้แต่ญาติพี่น้องใครแต่งกับใคร ยังไง แน่นอนว่าต้องจีนร้อยเปอร์เซนต์ เพราะไม่อย่างนั้นอาม่าต้องบ่นแน่นอน ทีนี้ไอ้หลานไม่รักดีคนนี้ก็ไม่เคยทำอะไรให้ถูกใจไปซะทุกอย่าง ตั้งแต่ สะใภ้ก็ไทย (คนจีนจะมีอคติกับคนไทยเหมือนในละคร) ไปอาศัยที่นาฝ่ายหญิงจะปลูกบ้าน (เหมือนแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิง) ไปทำการเกษตรพึ่งตนเอง (สำหรับพ่อค้าคนจีนไม่เคยสัมผัสมาก่อน ดูเหมือนไม่มั่นคง เพราะโลกทุกวันนี้ต้องมีเงินไว้ใช้จ่าย) และเรื่องสำคัญคือ เปลี่ยนไปใช้นามสกุลภรรยา!! (อันนี้ไม่มันปกติแล้วเหมือนตั้งใจจะออกจากวงศ์ตระกูล)
สำหรับเรื่องนามสกุลนี้ได้ทำให้แม่ผมช๊อคไปเลย ผมบอกได้เลยว่าทั้งหลายนั้นผมไม่ได้ตั้งใจหรอก แต่มันเป็นไปเองแล้วจะให้ทำอย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่ผมเคยคิดไวัตั้งนานแล้วว่าถ้าผมแต่งงานเมื่อไร จะเปลี่ยนไปใช้นามสกุลภรรยาให้ดู
สำหรับเหตุผลนั้น ผมแค่มีความรู้สึกว่าผู้หญิงถูกกดขี่ตลอดเวลามานานมากแล้วในประวัติศาสตร์ไม่ว่าชาติไหน ผมเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมผู้หญิงจะต้องเปลี่ยนสกุลไปใช้ตามผู้ชาย ทำไมต้องเปลี่ยนเป็นนาง ทำไมลูกผู้หญิงสำหรับคนจีนแล้วน่ารังเกียจ ทำไมๆ ทั้งหลาย ทั้งปวงล้วนมาจากความเห็นแก่ตัวจากคนริเริ่มประเพณีอะไรต่างๆ มาจากผู้ชายใช่หรือไม่ ผมแค่ต้องการแสดงให้เห็นว่าผู้ชายไม่ได้เห็นแก่ตัวและพร้อมที่จะเสียสละได้ ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาตามมาก็ตาม และไม่เคยคิดที่จะผูกขาดและหวงแหนอำนาจไว้กับตัว
ผมว่าผู้หญิงหลายคนก็ต้องรู้สึกหรือแม้แต่แม่ก็ตามยังเคยบ่นว่าอาม่าลำเอียงกับลูกผู้หญิง ไม่มีที่ดินให้มีแต่สมบัติที่ให้ครั้งเดียวตอนแต่งงาน เห่อหลานจากลูกชายมากกว่า หลานจากลูกสาว หลานจากลูกสาวแต่งงาน (คือตัวผมเอง) ก็ไม่ค่อยเห่อเท่าไร ตัวเองยังรู้สึกเลย แต่วันนี้จะมาต่อว่าผม อันที่จริงผมพอจะรู้หรอกว่าแม่อาจจะแคร์ความรู้สึกของคนรอบข้างมากไป
ผมโดนต่อว่า ว่าจะทำอะไรทำไมไม่ปรึกษากันก่อน เหมือนไม่เคยเห็นหัวกัน ซึ่งผมก็ยอมรับผิดตรงนี้ แต่ผมคิดในใจว่าถ้าปรึกษาก็คงจะมีปัญหาอยู่ดี ผมถามแม่กลับไปว่าทำไมเวลาผู้หญิงเปลี่ยนไปใช้สกุลผู้ชาย ไม่เห็นต้องปรึกษากันก่อนเลย คำตอบที่ได้ก็คือ "เค้าทำกันจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว" แต่สำหรับผมมันไม่ปกตินี่สิ หลายสิ่งหลายอย่างที่ผมเห็นการกระทำกับผู้หญิงมันไม่ปกติ โดยเฉพาะคนจีนแล้วไม่ปกติอย่างมาก ในสมัยนึง (ยังอยู่จนถึงปัจจุบันหรือเปล่าไม่ทราบได้) คนจีนจะสามารถมีลูกได้เพียงคนเดียว ตามนโยบายจำกัดจำนวนประชากร ทีนี้พอได้ลูกผู้หญิงบางรายถึงกับฆ่าทิ้ง และนี่คือความไม่ปกติ
ลองยกตัวอย่างสมัยก่อนดู ให้เราลองมาคิดดูว่าแต่ก่อนนั้นกฏหมายหลังจากจดทะเบียนสมรสแล้วให้ฝ่ายหญิงเปลี่ยนไปใช้นามสกุลของฝ่ายชายเท่านั้น มาสมัยนี้มีเพิ่มเข้ามาอีกคือ ให้ฝ่ายชายเปลี่ยนไปฝ่ายหญิง หรือให้ฝ่ายหญิงคงนามสกุลเดิมเอาไว้ ผมไม่เห็นด้วยกับข้อหลังเท่าไรนักเพราะถ้าสองฝ่ายตกลงจะอยู่ด้วยกันแล้ว ไม่มีฝ่ายไหนยอมเสียสละแล้วจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร หรือว่าพอถึงเวลามีลูกแล้ว จะให้ลูกเปลี่ยนไปใช้นามสกุลของพ่อหรือแม่กันล่ะ
วันนี้ผมบอกได้เลยว่าผู้หญิงหลายคนก็อาจจะเป็นเหมือนผมเหมือนกันอย่างเวลาเขียนชื่อสกุลยังเผลอจะเขียนสกุลเดิมจนทำเอกสารเสียไปหลายครั้งหรือในหลายครั้งก็รู้สึกประหลาดๆ ในการที่ตัวเองต้องเปลี่ยนไปใช้นามสกุลใครก็ไม่รู้ที่ไม่ใช่ของตัวเองที่ใช้มาตลอดตั้งแต่เกิด แต่ก็ต้องทำไปตามกฏหมายเท่านั้นเอง
หลายๆ คำพูดที่เราได้คุยกัน ไม่ว่าจะเป็น "เวลาจะทำอะไรให้คิดถึงคนที่อยู่ข้างหลังบ้าง นี่พ่อแม่ยังอยู่ยังรับรู้ได้อยู่ ถ้าตายไปแล้วก็ว่าไปอย่าง คิดถึงว่าคนที่จะถูกต่อว่าไม่ใช่ผม พ่อแม่ยังต้องอยู่ในสังคมเครือญาติอยู่ ยังต้องคบค้าสมาคมกันอยู่" ซึ่งผมก็คิดว่าผมไม่ได้ไปทำเรื่องร้ายแรงอย่างฆ่าคนหรือต้องคดีอาญาสักหน่อย คำสุดท้ายที่พูดคุยกันคือ "ไปเปลี่ยนกลับให้เป็นอย่างเดิม ถ้าไม่ได้ก็ไม่รู้จะให้ว่าอย่างไรแล้ว" ผมก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรก็ได้แต่จบบทสนทนาทางโทรศัพท์แต่เพียงเท่านี้ แต่ผมก็ไม่คิดว่าตัวเองทำอะไรผิด ผมแค่ทำไปตามความเชื่อของตัวเองนั้นมันผิดตรงไหน
MrsJan
6 ก.ค. 49
05 กรกฎาคม 2549
อิทธิฤทธิ์ยางลบดินสอ
ไม่ได้เขียนซะนานช่วงนี้มีงานประจำทำแล้ว และได้กำหนดวันหยุดให้กับตัวเองในวันเสาร์ อาทิตย์ เพื่อที่จะนั่งหน้าคอมพ์อย่างเดียว งานห้าเชียงที่จะส่งต่อให้เพื่อนที่เชียงราย เอาไป Upload ที่ Net Cafe ที่แปดริ้วแล้วไม่สำเร็จ Speed ในการ Upload ต่ำมาก ไม่เหมือนที่กรุงเทพ Upload 35k/sec ตกลงตัดใจใช้ส่งไปรษณีย์เอาเรื่องที่พูดถึงมีอยู่ว่า ตอนจะไป Net cafe กำลังจะถ่ายงานลง SD Memory แล้วเจอปัญหาเกี่ยวกับ เครื่องอ่าน Memory หรือ Memory Reader ซึ่งพอเสียบเข้าไปในเครื่องมันดันอ่านอย่างเดียว ไม่สามารถเขียนได้ ไม่ได้เป็นที่ Write Protect ที่ตัว Memory ด้วย ใส่ตัวไหนไปก็เขียน File ลงไปไม่ได้เลย คิดในใจว่าต้องซื้อใหม่อีกแล้วตู
ไหนๆ ก็เจ๊งแล้วก็จัดการงัดแงะมันออกมาดู พูดถึงก็เหมือนกับ Notebook Toshiba ที่แงะมาแล้วหลายครั้งเนื่องจากแป้น Keyboard ชอบทำงานเพี้ยนๆ ส่อแวว ทำใจมาก็หลายครั้งแล้วก็ไม่เจ๊งจริงๆ สักที กะไว้ว่าถ้ามันเจ๊งจริงๆ เมื่อไรจะเอามาทำ Server ซะให้เข็ด จะได้กลายเป็น Server ที่เล็กที่สุดในโลก เอา Notebook น้ำหนัก 1 กิโล มาทำ Server แต่แบก Notebook อ้วนดำๆ 3 กิโลกว่าๆ ไปไหนมาไหนคงจะดูไม่จืด
ต่อเรื่อง Memory Reader หลังจากแงะมาดูแล้วก็ส่องๆ ไปแถวๆ แผงวงจร ตำแหน่งที่วงกลมสีแดง เห็นคราบกาว คราบเขม่า ก็เอาดินสอ เขี่ยๆ ขูดๆ แบบไม่กลัวพัง เพราะไหนๆ มันก็รวนแล้ว ลองใช้งานใหม่ดูก็ไม่หาย ทีนี้เลยลองเอายางลบถูๆ ขูดๆ จนมันออกหมด แล้วลองใหม่ ปรากฏว่า อาการ Readonly หายไปแล้ว ไชโย
ฟังดูคล้ายๆ กับ Ram ที่เค้าว่ากันว่าถ้า Com ทำงานผิดปกติจะเกี่ยวกับ Ram หรือเปล่าไม่รู้ เอายางลบไปถูๆ มันซะ ก็จะทำงานได้ตามปกติ งานนี้โชคดีไม่ต้องเสียตังค์ให้กับ Technology อีกแล้ว
* ช่วงนี้ได้ยินคนสติไม่สมประกอบลั่นวาทะ "ผู้ดูเหมือนมีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ" อ่านครั้งแรก ก็สะดุดในคำพูดและได้ทำนายไว้ล่วงหน้าได้เลยว่า เป็นเรื่องแน่ มันกลับมาแล้ว มาจนถึงวันนี้ ก็เป็นไปอย่างที่ว่าจริงๆ คอยดูการจุดชนวนครั้งใหม่ที่กำลังจะประทุอีกครั้ง
MrsJan
5 ก.ค. 49
24 มิถุนายน 2549
สัมภาษณ์กับตัวเองว่าทำไมไม่อยากดูบอลโลก
ไปอ่านบทสัมภาษณ์ "ฟุตบอลโลก 2006 ช่างมัน...ฉันไม่แคร์" ใน manager มีการสัมภาษณ์บรรดาพวกคนดังทั้งหลายว่าทำไมถึงไม่สนใจบอลโลกหรือดูก็ได้ไม่ดูก็ได้ ทำให้อยากลองกลับมาถามตัวเองบ้างเพราะว่าตัวเองก็อยู่ในกลุ่มนี้เหมือนกัน (แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นพวกเดียวกันกับคนเหล่านี้)อืม ง่ายๆ คงจะเป็นเพราะมีอย่างอื่นให้ทำที่มันสนุกกว่ามั้ง ก็เลยไม่ได้สนใจจะติดตามดูมันเลย ว่าไปสมัยก่อนใช่ว่าจะไม่เคยสนใจเลย เวลานั้นอยู่กับเพื่อนแถวมหาลัย พวกมันคุยกันแต่เรื่องบอล เล่นกันแต่ Winning เลยร่วมขบวนการ Winning เข้าไปด้วย เวลาดูบอลสโมสรเตะ ก็ร่วมดูไปด้วย แต่มันก็ไม่ได้ทำให้มีความสนใจมากขึ้นเลยแม้แต่น้อย
ช่วงนั้นอยากเป็นคนรู้มากๆ รู้ทุกเรื่อง จะได้คุยกับใครๆ เขาได้ ถึงขนาดไปหาซื้อหนังสือพิมพ์กีฬาที่ชาวมหาลัยชอบถืออ่านกัน (ตัวเองถือมติชนสุดฯ) ก็ไม่รู้หรอกว่าอันไหนพวกพนันบอลอ่าน อันไหนพวกบ้าบอลอ่าน ก็มั่วๆ ไป ตอนไปซื้อก็รู้สึกเขินๆ นิดหน่อย มันเหมือนเป็นตัวประหลาดที่ทำอะไรขัดกับตัวเองแล้วมันจักกะจี้ เวลานั่งอ่านก็ต้องหลบๆ ซ่อนๆ แบบอายๆ (ไม่ใช่หนังสือโป๊นะ หึหึ แต่ถ้าเป็นหนังสือโป๊ละก็ไม่อายหรอก) ซื้ออ่านได้ไม่กี่ฉบับก็เลิกซื้อ จำไม่ได้ว่าทำไม คงเป็นเพราะไม่ดึงดูดกระมัง
ผ่านมาได้สัก 2 ปีความคิดแบบว่าอยากรู้มากๆ นั้นก็เริ่มหายไป เพราะคิดว่าเรื่องที่ไม่สนใจจะไปติดตามมันทำไมวะ ถึงจะสนใจมันไปอย่างไรก็ไม่เข้าหัวเพราะมันไม่ได้เก็บไปคิด คือ เคยเห็นพวกที่รู้มากๆ แต่ไม่รู้จริงซักเรื่องพอพูดอะไรไป สำหรับพวกที่รู้จริงแล้วจะรู้ไปถึงกึ๋นได้เลยว่าไอ้นี่มันไม่ได้เรื่อง เปรียบง่ายๆ เหมือนโฆษณาเหล้ายี่ห้อนึงที่ พวกโม้การพิชิตยอดเขาอย่างโน้นอย่างนี้ แต่กลับไปโม้ให้พวกของจริงฟัง ดูแล้วมันช่างน่าสมเพศนัก คราวนี้เลยกลับมาเป็นตัวของตัวเอง เชื่อมั่นและสนใจในสิ่งที่ตัวเองศึกษา เรื่องบอลอะไรก็ไม่คิดจะแตะมันอีกต่อไป
พูดถึงบอลโลกมีเรื่องให้บ่นนิดหน่อย ในวันนัดเปิดบอลโลก ที่เยอรมันแข่งกับโนเนมอะไรสักอย่าง เปิดไปช่องไหนก็เหมือนกันหมดเลย สร้างความตกอกตกใจเป็นอย่างมาก พร้อมทั้งความตระหนกด้วยว่า นี่เป็นงานฉลองของกษัตริย์โลกครบร้อยปีหรือย่างไร แล้วทำไมถึงต้องมาคิดแทนด้วยล่ะวะว่าบอลโลกเป็นสิ่งที่คนไทยต้องดู (อ้อ ลืมไปว่ามันเป็นกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ ... blah blah) ก็เลยต้องเปิดมันทิ้งไว้อย่างนั้น คิดว่านี่คงเป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์ถ่ายทอดสดพร้อมกันทุกช่อง เพราะที่ผ่านมาไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ต่อไปคงไม่ต้องห่วงแล้วว่าจะมีรายการยัดเยียดขนาดนี้เพราะได้ข่าวว่างวดหน้าค่าลิขสิทธิ์จะแพงขึ้นอีก 3-4 เท่า เป็นหลักพันล้านไปแล้ว เลยพอจะแน่ใจได้ว่าคนไทยอาจจะไม่ได้ดูบอลโลกครบทุกคู่บน ฟรีทีวี กันอีกแล้ว (แต่ได้กลับไปดูละครแทน งานนี้แม่บ้านเฮ)
*ตอนดูบอลมันก็สนุกดี แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ได้สนใจจะติดตามดูอยู่ดี ถึงตอนนี้แล้วก็ได้ดูคู่แรกอยู่คู่เดียว แล้วตอนนี้ก็ไม่รู้เวลาแข่งด้วยว่าเค้าเตะกันเวลาไหนบ้าง
อ่านบทสัมภาษณ์ได้ที่
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9490000077370
MrsJan
23 มิ.ย. 49
22 มิถุนายน 2549
Firefox 1.5

อยู่ดีๆ ก็อยาก Upgrade Firefox ขึ้นมาเฉยๆ ไปค้นหาดูเห็นว่าขึ้น Version 1.5 แล้ว (Version 2 ออก Beta แล้วด้วย) เห็นเปลี่ยน Version ไปมากแล้ว เลยลอง Load มาเล่นดู การจะ upgrade บน linux นั้น พอจะ upgrade ที ต้อง update หลายตัวที่เป็น Version Dependency กัน พอไป Load ทั้งหมดที่เป็น Dependency มาแล้วลงปุ๊บ ปรากฏว่าเข้า X Windows ไม่ได้เลย เลยต้องเข้า safe mode ไป install ตัวเก่าเข้าไปทั้งหมด เวรกรรม
คราวนี้ เลยใส่ Option --force-depends เข้าไปที่คำสั่ง dpkg ให้มัน ignore ส่วนที่เป็น dependency ออกไป เพื่อที่จะลงได้ ก็ใช้การได้ดี แต่ติดตรงที่ว่ามันจะกลายเป็น Broken package ไม่รู้ต้องทำอย่างไรก็เลยต้องปล่อยมันไปอย่างนั้น ก็ช่างหัวมัน มาลอง Review รุ่นใหม่ (ที่กำลังจะเก่า) กัน
การที่ได้ Upgrade Version แบบก้าวกระโดดแบบนี้จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่าง ผลการทดสอบใช้งาน สิ่งที่เพิ่มเข้ามานั้นดีมากเลยทีเดียว จะบอกแต่ที่เด็ดๆ เท่านั้น เช่น
- ขนาดและรูปแบบ Font ค่อนข้างใกล้เคียงกับ IE มากจะได้ไม่ต้องมีปัญหาว่า Firefox แหก แต่พอดู IE ปกติดี
- Function force link สำหรับพวกที่เป็น link blank ทั้งหลายนั้น สามารถกำหนดให้เป็น self หรือจะ open new tab ก็ได้ ถือเป็น function ที่ยอดเยี่ยมมากๆ เพราะปัญหานี้จะเกิดกับพวกเว็บไซต์ในเมืองไทยที่ชอบทำให้เปิดหน้าใหม่อยู่เรื่อย ไม่รู้ว่ากลัวจะกลับมาหน้าเดิมไม่ถูกหรือย่างไร หรือจริงๆ แล้วคือ พวกแมร่งชอบทำเว็บห่วยๆ มีแต่ที่ไป แต่ไม่มีที่กลับ เลยต้องทำให้เปิดหน้าใหม่บ่อยๆ function นี้ถือเป็น highlight ของ version นี้เลยทีเดียว
ส่วนอื่นๆ เป็นการปรับปรุงให้ดีขึ้นเช่น การจำ password รู้สึกจะทำได้ดีขึ้น ของเก่าจำบ้างไม่จำบ้าง บางอันก็ไม่จำเลย ส่วนการจัดเรียง interface ก็เปลี่ยนไปหลายอย่างเลย ใช้งานได้ดีขึ้น
การใช้งาน Firefox ตอนนี้บอกได้เลยว่า ไปไกลกว่า IE แล้วจริงๆ และการพัฒนาก็คล่องตัว ไม่ยืดยาด มีกำหนดออก Version ใหม่ๆ ตลอดเวลา
ปัญหาสำหรับ Firefox ที่พบเจอบน Linux คือต้องลงตัดคำไทยให้วุ่นวาย แต่คาดว่าอนาคต ทาง Firefox ต้องบรรจุตัดคำไทยเป็นมาตรฐานแน่นอน เพราะนักพัฒนาของไทยเราก็ทำออกมาได้ดีพอควร แต่สำหรับบน Windows มีคนทำมาให้แล้วรวมอยู่ในตัว Install เลย ไป download ใช้กันได้เลยที่นี่ http://www.osdev.co.th/download/mozilla/ThaiFirefoxCommunityEditionSetup-1.5.0.3.1.exe
ต้องขอบคุณทีมงานผู้จัดทำ Open Source Development ที่ได้ช่วยให้คนไทยได้ใช้ Software ทางเลือกที่ดีๆ มากมาย หากเราสนใจก็สามารถช่วยกันสนับสนุนงบประมาณผ่านทาง PaySbuy หรือ PayPal บนเว็บไซต์ของ osdev ได้เลย
ส่วน บน Linux นั้นการลงตัดคำไทยต้องลงอะไรบ้างก็จำไม่ได้แล้วเพราะ Upgrade คราวนี้ก็ไม่ได้ลงตัดคำไทยเพิ่มอีก ไว้มีโอกาสได้ลง Linux ใหม่เมื่อไรจะบันทึกเอาไว้แต่คิดว่าพอถึงเวลานั้น Firefox คงจะมีตัดคำไทยเป็นมาตรฐานให้แล้วมั้ง
งวดหน้าจะเขียนถึง Firefox Extensions อันนี้ไม่รู้ว่า Version เก่าๆ มีหรือไม่ เพราะไม่เคยลองใช้ ถ้าได้ลองลูกเล่นอันนี้แล้วจะทำให้ลืมและไม่สนใจ Web Browser ตัวอื่นๆเลยทีเดียว
MrsJan
21 มิ.ย. 49
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



