ขณะนี้มีการตอบโต้สับเปลี่ยนกันรายวัน ผลัดกันรับผลัดกันรุก ระหว่างฝ่ายค้านกับรักษาการณ์ ไปจนถึงกลุ่มม็อบ กลุ่มนักเรียนและกลุ่มนักศึกษา
มาวันนี้ กกต. จะอ้างอะไรก็ช่างแต่เชื่อได้เลยว่า กลุ่มรักษาการณ์ ว่าไงก็ว่าตามกันแหงๆ อยู่แล้ว ฝ่ายรักษาการณ์นอกจากจะมีประชาชนเสียงข้างมากเป็นพวกแล้ว ยังมีอำนาจอยู่ในองค์กรอิสระอีก แล้วพร่ำบอกให้ใครต่อใครเล่นตามกติกา กติกา กติกา ฟังแล้วเลือดขึ้นหน้าว่ะ ไอ้กติกาที่พวกคุณเป็นคนกำกับ มันเป็นกติกาที่ชอบธรรมได้อย่างไรหรือพูดเอาไว้เป็นข้อแก้ตัวให้กับพวกที่ให้การสนับสนุนอยู่มากมายในประเทศขณะนี้
สถานการณ์ในฟิลิปปินส์ตอนนี้ก็ไม่ต่างกัน มันเป็นผลสะท้อนปรากฏการณ์ของประเทศด้อยพัฒนา (ไม่จำเป็นต้องดัดจริตเรียกประเทศกำลังพัฒนา) ที่ช่างคล้ายคลึงกันซะนี่กระไร ถ้าอยากจะดูคุณภาพประชาชนของประเทศนั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร ก็ให้ดูจากตัวผู้นำประเทศนั้นๆ นั่นแลก็พอจะเดาได้ไม่ยาก
ผมแทบหายใจไม่ออกในการอ่านข่าวทุกวันนี้ ไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะไปสิ้นสุดตรงไหน
ภาพข่าวจาก Darknews
http://www.darknews.net/
1 มี.ค. 2549
MrsJan
01 มีนาคม 2549
อาสาสมัครจากต่างแดน (Overseas Volunteer)
วันนี้รับแขกมาทัศนศึกษาเกี่ยวกับ Technology ที่ใช้งานในกระจกเงา ชื่อ Toby เค้าสนใจเกี่ยวกับ CMS ที่พัฒนาโดยคนบ้านนอก (ชื่อทีมนะครับ) การสาธิตเป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะการสนทนาเป็นภาษาอังกฤษ แต่ละคนในทีม ict ก็พูดฟังกันไม่ค่อยได้ งานนี้ผมเลยเป็นล่ามจำเป็นโดนเข้าไปร่วมด้วยโดยปริยาย (ผมไม่ได้อยู่ในทีม ict)
ตัวผมก็ใช่จะได้ใช้ภาษาอังกฤษซะที่ไหน แต่ก็ยังพอไปได้บ้างมากกว่าอีกหลายคนในที่นี้นิดหน่อย (เวรกรรมจริงๆ) แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า Toby อยู่ในเมืองไทยมาก็หลายปี แต่ภาษาไทยไม่กระดิกเลยไม่เหมือนกันอาสาสมัครที่มาทำอย่างอื่นแค่ 2-3 เดือนก็พอพูดได้แล้ว
งานนี้ผมถึงได้เรียนรู้ว่าบรรดา technician คนไทยที่ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้มากฉันใด technician ต่างชาติก็ไม่สามารถพูดภาษาไทยได้เท่าฉันนั้น นั่นแล
1 มี.ค. 2549
MrsJan
ตัวผมก็ใช่จะได้ใช้ภาษาอังกฤษซะที่ไหน แต่ก็ยังพอไปได้บ้างมากกว่าอีกหลายคนในที่นี้นิดหน่อย (เวรกรรมจริงๆ) แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า Toby อยู่ในเมืองไทยมาก็หลายปี แต่ภาษาไทยไม่กระดิกเลยไม่เหมือนกันอาสาสมัครที่มาทำอย่างอื่นแค่ 2-3 เดือนก็พอพูดได้แล้ว
งานนี้ผมถึงได้เรียนรู้ว่าบรรดา technician คนไทยที่ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้มากฉันใด technician ต่างชาติก็ไม่สามารถพูดภาษาไทยได้เท่าฉันนั้น นั่นแล
1 มี.ค. 2549
MrsJan
28 กุมภาพันธ์ 2549
"คนไปร่วมชุมนุมเท่าไรกันแน่" (How Many?)

เค้าว่ากันว่า
วัดความกว้างโดยประมาณได้ 207 เมตร
วัดความยาวโดยประมาณได้ 571 เมตร
ได้พื้นที่ 118,197 ตารางเมตร
สมมติว่ามีคนนั่งฟังได้ 2 คนต่อตารางเมตร
ก็สามารถจุคนได้ประมาณ 236,394 คน
ถ้าสมมติว่า 1 คนต่อตารางเมตร อย่างน้อยๆ ก็ 118,197 คน
ที่มา
http://www.thaigoogleearth.com/index.php?option=com_remository &Itemid=&func=fileinfo&id=650
28 ก.พ. 2549
MrsJan
27 กุมภาพันธ์ 2549
ความขัดแย้งทางความชอบ (Conflict of Opinion)
ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ตอนนี้อาจเรียกได้ว่ามีข่าวอยู่เพียงข่าวเดียวก็เป็นได้วันนี้ได้ฟังเพื่อนชนเผ่าคนหนึ่งกลับมาจากโรงพยาบาลพูดเรื่องเกี่ยวกับการเมืองบอกว่าในเมืองเค้าคุยกันแต่เรื่องนี้กันจนเป็น talk of the town เพื่อนบอกเล่าจากคำสนทนาในวงตอนนึงว่า "ต่อให้เลือกกี่ครั้งๆ ก็จะเลือกทักษิณคนเดียว" ส่วนตัวเพื่อนเองนั้นว่า "ทักษิณดีที่สุดแล้ว จะไปเลือกใคร" ผมหันไปถามเพื่อนอีกคนว่าอยู่ข้างไหน เค้าว่า "ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ทักษิณ" ผมถามว่ามีเหตุผลอะไร เค้าบอกพวกนี้มันซื้อเสียง ผมถามว่ารู้ได้อย่างไร "ก็ผมไปรับมาเองเค้าแจกคนละร้อย" เพื่อนบอก
ผมกลับมาคิดว่าเหตุผลเพียงแค่นี้เองหรือที่จะไม่เลือก เหมือนที่ผมเคยได้รับมาด้วยว่า อย่าไปเลือกคนซื้อเสียงนะเพราะคนพวกนี้เป็นคนไม่ดี
แต่อย่างไรก็ตาม อาจไม่เป็นที่น่าแปลกใจสักเท่าไรนักสำหรับที่จังหวัดเชียงรายนี้ เพราะ หมู่บ้านจะแลที่ผมทำโครงการอยู่ ก็สนับสนุนทักษิณกันทั้งหมู่บ้าน ภายในเมืองก็มียังป้ายผ้าสนับสนุนนายก อยู่บ่อยๆ
สนใจว่าประเทศไทยตอนนี้กำลังแตกแยกความคิดออกเป็น 2 ส่วน สมมติ ถ้า นาย ทักษิณ ลาออกไปอย่างที่กลุ่มม็อบสมหวังจริงจะเกิดอะไรขึ้น แล้วในทางกลับกันถ้าการเลือกตั้งเสร็จสมอารมณ์หมาย นาย ทักษิณ ได้กลับมาเป็นนายก อีกครั้งหนึ่งล่ะจะเกิดอะไรขึ้น การเมืองไทยกำลังจะวิ่งไปทางไหน ผมออกจะติดตามเรื่องพวกนี้ด้วยความเป็นห่วงอย่างยิ่ง
ที่มารูปภาพจาก
http://www.dailynews.co.th
27 ก.พ. 2549
MrsJan
26 กุมภาพันธ์ 2549
"แล้วก็ยุบสภา" (Dissolve of Parliament)
วันนี้เป็นดีเดย์รวมพลครั้งที่ 3 และเป็นครั้งแรกที่กองทัพธรรมประกาศร่วมขบวนด้วยยืดเยื้อ ที่ๆ ผมพักอยู่ไม่มีทั้งวิทยุและโทรทัศน์มีเพียงแค่หนังสือพิมพ์เท่านั้นที่จะทำใ ห้ผมได้รับรู้ข่าวสารจากภายนอกได้ ท่ามกลางการประท้วงหลายแห่งทั่วประเทศ ทักษิณประกาศยุบสภาก่อน ดีเดย์ 2 วัน ได้สร้างความตกอกตกใจให้กับบรรดาพรรคร่วมฝ่ายค้านจนตั้งตัวไม่ติด (เหมือนหมาโดนน้ำร้อนลวก) ถึงขนาดคิดที่จะร่วมมือกันประท้วงไม่ส่ง ส.ส. ลงเลือกตั้งในครั้งนี้ อันที่จริงก็เป็นไปตามคาดอยู่แล้วว่าหนทางที่ดีที่สุดหรือไม้ตายสุดท้ายของ เค้ามันก็มีแต่ทางนี้เท่านั้น แต่จะถูกใจใครหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องนึง!!การลาออกของผู้เฒ่ากลุ่มวังน้ำเย็นเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญ ดีกว่าที่จะขมขื่นอยู่ในตารางกับดัก 90 วัน และอีกหลายคนที่ทยอยลาออกไม่ว่าจะเป็น กร ทัพรังสีและใครอีกคนจำชื่อไม่ได้นั้นก็เช่นกัน นั่นหมายความว่าบุคคลเหล่านี้ไม่มีสิทธิที่จะได้ลงเลือกตั้งในสมัยหน้าอย่าง แน่นอน
การยุบสภาในครั้งนี้ผมพบว่าคนๆ นี้ยังอาจจะได้รับเลือกเข้ามาอีกครั้ง 1 ในสมัยหน้านั้น แค่คิดก็รู้สึกขยะแขยงเป็นอย่างมาก ผมออกจะสงสัยว่าไอ้คนที่มันตระบัดสัตย์และพูดจาโกหกซ้ำซาก ที่บอกว่าไม่ยุบ (ถ้ายุบจะแจ้งก่อน 90 วัน ผมไม่ทรยศแน่นอน) ไม่ออก รอไปชาติหน้าตอนสายๆ เถอะเอ็ง (ขนาดชาติใหม่มาถึงแล้วยังอุตส่าห์วนเวียนมาเจอกันอีก) ขนาดนี้แล้ว พลพรรคก็ยังให้ความไว้เนื้อเชื่อใจว่า "เป็นการตัดสินใจของหัวหน้าพรรคที่คิดว่าได้ผ่านการตรึกตรองมาอย่างดีแล้ว !!" นั่นแสดงให้เห็นว่า คนที่มีปัญหาจึงไม่ใช่แค่ทักษิณเพียงคนเดียว แต่ลูกหาบและลิ่วล้อก็ยังคงมีปัญหาทางสติปัญญาและมันสมองอยู่อีกมาก
ก่อนยุบสภายังทิ้งทวนรายการลด แลก แจก แถม พร้อมด่าทอ ต่างๆ นานา ผ่านรายการวิทยุในวันเสาร์สุดท้ายที่จะมีการออกอากาศในสมัยรัฐบาลนี้ว่า "เหตุผลที่ยุบสภา คือ ต้องการรักษากติกาของบ้านเมืองไว้ ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติชัดว่าไม่พอใจก็สามารถถอดถอนผ่านองค์กรต่างๆ ทำได้หลายอย่าง แต่ว่าช่องทางประชาธิปไตยไม่ค่อยถูกใช้ ไปใช้อาศัยประชาธิปไตยว่า ไปชุมนุม ไปแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีแต่เกินเลย ที่สุดก็สร้างปัญหา ... วันนี้คนบางกลุ่มทำตัวเสมือนว่าสามารถชี้นำและตัดสินใจแทนประชาชนได้โดยไม่ ยึดหลักประชาธิปไตย จะใช้กฏหมู่เหนือกฏหมาย ซึ่งผมรับไม่ได้ ผมพร้อมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ท่านทั้งหลายที่เสียงดังในวันนี้ ก็หนึ่งเสียงเท่ากันครับ เข้าไปก็กาได้เบอร์เดียว ไม่มีกาได้แสนเบอร์ กาได้เบอร์เดียวเหมือนกัน ประชาชนเท่านั้นเป็นคนตัดสินท่านอย่าไปคิดว่าท่านคือผู้ที่เหนือกว่าประชาชน ตัดสินแทนประชาชน"
จากคำอ้างต่างๆ นาๆ เกราะคุ้มกันของนายคนนี้ยังคงมีอยู่เรื่องเดียวคือวัดพลังประชาชนเข้าใส่กัน (วันนี้ไม่พูดถึง 19 ล้านเสียงแฮะ) ประชาชน (ที่ความสามารถและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารไม่เท่ากัน) และพร่ำเพ้อเกี่ยวกับ ข้อกฏหมาย (ที่ตัวเองไม่เคยเคารพ) กติกา (ที่ตัวเองจะได้ประโยชน์) ประชาธิปไตย (ที่อ้างแค่เสียงส่วนมาก) เหล่านี้สำรอกออกมาจากความไม่รู้หรือแกล้งโง่กันแน่ แล้วพูดให้ชาวบ้านฟังอยู่คนเดียวในขณะที่คนอื่นๆ ไม่มีสิทธิได้ชี้แจง เพราะ ช่องทางของฝั่งตรงข้ามถูกสกัดกั้นทุกวิถีทางซึ่งอันนี้เป็นกติกา จากปากท่านที่ไม่เคยพูดถึง หลีกเลี่ยงกฏหมายเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียภาษี ออกกฏหมายเพื่อที่จะให้สิ่งที่ตัวเองทำนั้นถูกต้อง แต่อาจผิดศีลธรรมจรรยาว่าด้วยความซื่อสัตย์ (ซึ่งไม่ได้แปลว่าถูกกฏหมาย) ช่องทางตามระบบกติกาที่ท่านว่าไม่ได้รับการพิจารณา (กรณีการยื่นถอดถอนนายกฯ ผ่านศาลรัฐธรรมนูญ)
น อกจากเหล่านี้แล้วยังพยายามบิดเบือนเจตนารมย์ประชาธิปไตยด้วยการยกให้เป็น เรื่องของเสียงข้างมากเพียงเรื่องเดียวและยังพยายามบิดเบือนศีลธรรม ความซื่อสัตย์ ความดีงาม จริยธรรมให้อยู่ในกรอบความหมายของคำว่า "ถูกกฏหมาย" เท่านั้น สรุปง่ายๆ ว่าคนๆ นี้ ไม่ยอมให้กฏหมู่เหนือกฏหมายแต่ยอมให้กฏหมายอยู่เหนือศีลธรรม
แล้วเราจะยอมให้คนพรรค์นี้รับโทษเพียงแค่ลาออกไปนั่งเป็นหัวหน้ารุ่น ตท. 10 เพียงเท่านั้นหล่ะหรือ
รูปภาพจาก
http://www.manager.co.th
26 ก.พ. 2549
MrsJan
"จะไปดูงานกันที่ไหนดี" ครั้งที่ 1 (Inspect Activities 1)
จุดมุ่งหมายที่คิดจะไปดูตอนแรกนั้น ผมหมายตา ลุงยงค์ นายประยงค์ รณรงศ์ จ.นครศรีธรรมราช (รางวัลแมกไซไซปี 48) อ่านจากงานเขียนของ เสรี พงพิศ แล้วชอบมาก ถ้ามีโอกาสกลับบ้านจะไปให้ได้สักครั้ง 1
หลังจากไปงานเปิดตำนานลุ่มน้ำโขงแล้ว ผมได้อ่านเอกสารแจกฟรี เป็นหนังสือพิมพ์ ข่าวชุมชน มีการแนะนำสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง จึงอยากจะบันทึกเอาไว้
เริ่มจากที่แรก "สวนโบราณป้าละมาย : ศูนย์รวมเครื่องแกงประจำชุมชน" ความว่า สวนโบราณของป้าละมาย สุขใย หญิงชราวัย 68 ปี บ้านปากโทก หมู่ 4 ต.จอมทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก เดิมเป็นเพียงชาวสวนธรรมดาๆ ที่ปลูกผักไว้กินเอง แต่เวลาผ่านไปสวนป้าละมายได้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรดั้งเดิมที่ได้รวบรว มพืชพื้นบ้านนานาชนิดเอาไว้ซึ่งมีความสำคัญทั้งในด้านการใช้ประโยชน์และการ อนุรักษ์ สวนแห่งนี้ได้สร้างรายได้ให้แก่เจ้าของสวนตลอดปี รวมไปถึงคนในชุมชนที่สามารถเข้ามาเก็บเพื่อนำไปทำอาหารรับประทานภายใน ครอบครัว จนได้รับฉายาว่า "ศูนย์เครื่องแกงประจำชุมชน"
"เดิมทีป้าปลูกไว้กินเอง หากเหลือก็ขาย ปลูกมาเรื่อยๆ ไม่ได้ปลูกพร้อมกัน ปลูกเสร็จก็ปล่อยมันไปตามธรรมชาติ คอยให้ปุ๋ยรดน้ำเป็นครั้งคราว พอผ่านไปหลายปี ต้นไม้ที่ปลูกไว้ก็พากันเติบใหญ่ร่มรื่นและได้ผลอย่างที่เห็น" ป้าเล่าต่อว่า ตนเองมีเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ เริ่มปลูกพืชผลไม่ต่างๆ เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ปลูกทิ้งไว้ต้นไหนตายก็ปลูกทดแทน แต่จะไม่ทำลายทิ้งโดยพืชที่ปลูกก็มีทั้งไม้ผล เช่น มะปราง มะไฟ กระท้อน ขนุน มะม่วง มะพร้าว น้อยหน้า มะยม มะขวิดและมะกรูด พืชเศรษฐกิจ เช่น มัน อ้อย กระชาย ข่า ใบชะพลู เผือก พริก มะเขือ ตะไคร้ ถั่วพลู กะเพรา เป็นต้น พืชสมุนไพร เช่น ต้นสลอด บัวบก ว่านสาวหลง เสลดพังพอน ว่านพญาม้า เป็นต้น ไม้ใช้ประโยชน์ เช่น ไม้ประดู่ ยางนา สัก จามจุรี ไผ่ เป็นต้น ซึ่งให้ผลผลิตได้ทั้งปี ทำให้มีอยู่กิน โดยไม่ต้องเดือดร้อน
จากชาวบ้านธรรมดาๆ ได้กลายเป็น "ปราชญ์ชาวบ้าน" คนสำคัญ ที่สั่งสม "ภูมิปัญญาท้องถิ่นเอาไว้มากมาย" สามารถเป็นต้นแบบให้กับคนสนใจทางด้านนี้ได้อย่างดีทีเดียว
26 ก.พ. 2549
MrsJan
หลังจากไปงานเปิดตำนานลุ่มน้ำโขงแล้ว ผมได้อ่านเอกสารแจกฟรี เป็นหนังสือพิมพ์ ข่าวชุมชน มีการแนะนำสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง จึงอยากจะบันทึกเอาไว้
เริ่มจากที่แรก "สวนโบราณป้าละมาย : ศูนย์รวมเครื่องแกงประจำชุมชน" ความว่า สวนโบราณของป้าละมาย สุขใย หญิงชราวัย 68 ปี บ้านปากโทก หมู่ 4 ต.จอมทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก เดิมเป็นเพียงชาวสวนธรรมดาๆ ที่ปลูกผักไว้กินเอง แต่เวลาผ่านไปสวนป้าละมายได้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรดั้งเดิมที่ได้รวบรว มพืชพื้นบ้านนานาชนิดเอาไว้ซึ่งมีความสำคัญทั้งในด้านการใช้ประโยชน์และการ อนุรักษ์ สวนแห่งนี้ได้สร้างรายได้ให้แก่เจ้าของสวนตลอดปี รวมไปถึงคนในชุมชนที่สามารถเข้ามาเก็บเพื่อนำไปทำอาหารรับประทานภายใน ครอบครัว จนได้รับฉายาว่า "ศูนย์เครื่องแกงประจำชุมชน"
"เดิมทีป้าปลูกไว้กินเอง หากเหลือก็ขาย ปลูกมาเรื่อยๆ ไม่ได้ปลูกพร้อมกัน ปลูกเสร็จก็ปล่อยมันไปตามธรรมชาติ คอยให้ปุ๋ยรดน้ำเป็นครั้งคราว พอผ่านไปหลายปี ต้นไม้ที่ปลูกไว้ก็พากันเติบใหญ่ร่มรื่นและได้ผลอย่างที่เห็น" ป้าเล่าต่อว่า ตนเองมีเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ เริ่มปลูกพืชผลไม่ต่างๆ เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ปลูกทิ้งไว้ต้นไหนตายก็ปลูกทดแทน แต่จะไม่ทำลายทิ้งโดยพืชที่ปลูกก็มีทั้งไม้ผล เช่น มะปราง มะไฟ กระท้อน ขนุน มะม่วง มะพร้าว น้อยหน้า มะยม มะขวิดและมะกรูด พืชเศรษฐกิจ เช่น มัน อ้อย กระชาย ข่า ใบชะพลู เผือก พริก มะเขือ ตะไคร้ ถั่วพลู กะเพรา เป็นต้น พืชสมุนไพร เช่น ต้นสลอด บัวบก ว่านสาวหลง เสลดพังพอน ว่านพญาม้า เป็นต้น ไม้ใช้ประโยชน์ เช่น ไม้ประดู่ ยางนา สัก จามจุรี ไผ่ เป็นต้น ซึ่งให้ผลผลิตได้ทั้งปี ทำให้มีอยู่กิน โดยไม่ต้องเดือดร้อน
จากชาวบ้านธรรมดาๆ ได้กลายเป็น "ปราชญ์ชาวบ้าน" คนสำคัญ ที่สั่งสม "ภูมิปัญญาท้องถิ่นเอาไว้มากมาย" สามารถเป็นต้นแบบให้กับคนสนใจทางด้านนี้ได้อย่างดีทีเดียว
26 ก.พ. 2549
MrsJan
25 กุมภาพันธ์ 2549
สัมนากระแสน้ำโขงที่เปลี่ยนไป กระทบอย่างไรกับชาวบ้าน (Mekong River and Effect)
ช่วงเช้ามีการสัมนาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำโขงที่แปรปรวนต่างไปจ ากเมื่อก่อนมีวิทยากรออกมาพูดคุย 4-5 ท่าน โดยตัวงานในครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่การสร้างเขื่อนของจีน มีการปิดกั้นกระแสน้ำและทำเขื่อนคร่อมแม่น้ำโขง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ เช่น น้ำลดลงมากกว่าแต่เก่า เวลาน้ำมากก็มากผิดปกติ และ กระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ทำให้พวกปลาต้องมีการอพยพไปอยู่ถิ่นฐานใหม่ที่เหมาะสมกว่า ระบบนิเวศน์ที่มีอยู่เดิมได้เสียไป แต่ก่อนจะมีเทศกาลจับปลาบึกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของน้ำโขง ซึ่งโดยปกติแล้วจะแต่ละครั้งจะจับได้ 20-30 ตัว แต่มาในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้แต่ละปีนั้นเค้าเล่าว่าจับได้เพียง 4 ตัวเท่านั้น นี่ย่อมเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความผิดปกติของลำน้ำโขง
วิทยากรท่านนึงรู้สึกจะชื่อ อาจารย์ ธำรงศักดิ์ เป็นอาจารย์จากวิทยาลัย นวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต ได้บรรยายตั้งแต่แรกเริ่มของการพัฒนาชาติจีนว่ามีความเป็นมาอย่างไรและปัจจุ บันเป็นอย่างไร ท่านได้บรรยายเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับประเทศจีนภายใน 10 ปี ที่ได้มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างมากสังเกตได้จากตึกระฟ้า, การคมนาคมทางรถไฟที่รวดเร็ว, การลงทุนเมกะโปรเจคก์ ของทางรัฐบาล เหล่านี้เป็นการเติบโตแบบยักตื่นอย่างที่ใครเค้าพูดถึงจริงๆ ผมเสริมเพิ่มเติมว่าเพราะการพัฒนาแบบก้าวกระโดดแบบนี้ของจีนทำให้ปริมาณการ ใช้ไฟฟ้าของจีนขาดแคลน ทำให้ต้องเร่งสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก อย่างเร่งด่วน
มีอยู่ตอนนึงท่านเล่าว่า ทางตอนใต้ของมลฑลยูนนานมีการอพยพผู้คนกว่า 1 ล้าน 9 แสนคนออกไป เพื่อต้องการสร้างเขื่อน การทำอย่างนี้ของจีนทำได้ง่ายนิดเดียวเพราะถ้าเป็นประเทศไทยเราคงไม่มีทางทำ ได้เพราะอย่างของจีนนั้นรัฐบาลเป็นเจ้าของสื่อทั้งหมด ทำให้กระทำการใดๆ ได้อย่างง่ายดายและตามใจชอบ ท่านเปรียบเปรยว่า จีนมองปัญหาของชาวบ้านตรงจุดนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่มีผลอะไรเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยธรรมดา เพราะเป็นเขตบ้านนอกไม่มีการพัฒนาและสุดเขตแดน ขนาดปัญหาของประชากรของตนเองยังไม่สนใจเลยแล้วนับประสาอะไรกับเขตแดนสยามที่ เป็นสุดของที่สุดของบ้านนอกของเค้าอีกที ย่อมที่จะไม่อยู่ในสายตาของจีนอย่างแน่นอน
อีกตอนนึงท่านเล่าว่า "เคยเห็นถ่านนาฬิกา 4 ก้อน 5 บาทหรือไม่ มันเป็นถ่านที่พร้อมจะละลายภายในสองเดือนที่ใช้งาน ทำให้หลายคนถามด้วยความสงสัยว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าของจีนทำไมจึงห่วยนักและคุณภ าพไม่น่าเชื่อถือ เพราะ ระดับประเทศจีนนั้นมีศักยภาพผลิตของมีคุณภาพได้อย่างแน่นอน ท่านสงสัยจึงได้สอบถามไปยังจีน ได้ความว่า อ๋อ สินค้าที่เราส่งไปนั้นมันก็เป็นไปตามเกรดของประเทศนั่นแล" ฟังดูแล้วช่างเจ็บปวดเหลือเกินว่า นี่แหละเป็นสายตาที่จีนมองประเทศเรา (ในขณะที่ 10 ปีก่อนจากที่พวกเราเคยได้เดินทางไปเมืองจีนแล้วดูถูกเขาว่าจนบ้างหล่ะ สกปรกบ้างหล่ะ)
ดังนั้นทางออกของปัญหานี้คือเราจะต้องพยายามผลักดันปัญหานี้เป็นปัญหาระดับโ ลก ให้ช่วยกันป่าวประกาศ กดดัน ก่นประนามจีนในลักษณะของนานาชาติ ไม่ควรทำให้เป็นเรื่องของท้องถิ่นอีกต่อไป ซึ่งผมคิดว่าคงเป็นจุดมุ่งหมายของทางกลุ่มรักษ์น้ำโขงที่กำลังทำงานนี้กัน อยู่อย่างขมักเขม้น
งานนี้มีสิ่งที่ผมประทับใจกับชาวบ้านที่นี่มาก ขณะที่ผมเดินผ่านร้านค้าแห่งหนึ่งมีการรับประทานข้าวกันอยู่ มีการทักทาย ชวนทานข้าว (ตามมารยาท) อย่างน่ารัก หรือแม้กระทั่งร้านอาหารร้าน 1 เป็นร้านภายในงาน พวกเราไปนั่งกินที่ร้าน พร้อมนั่งคุยกับป้าเจ้าของร้าน อย่างเป็นกันเอง บ่นๆ ว่ายังไม่มีที่พัก ป้าแกชวนนอนที่บ้านเสร็จสรรพ บอกว่าบ้านแกมี 2 หลังไม่ค่อยมีคนอยู่จะไปนอนก็ได้ แค่นี้ก็รู้สึกดีและอบอุ่นมาก นี่ขนาดภายในตัวเขตชุมชนเมืองนะ แล้วถ้าเข้าไปข้างในล่ะจะขนาดไหน
25 ก.พ. 2549
MrsJan
วิทยากรท่านนึงรู้สึกจะชื่อ อาจารย์ ธำรงศักดิ์ เป็นอาจารย์จากวิทยาลัย นวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต ได้บรรยายตั้งแต่แรกเริ่มของการพัฒนาชาติจีนว่ามีความเป็นมาอย่างไรและปัจจุ บันเป็นอย่างไร ท่านได้บรรยายเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับประเทศจีนภายใน 10 ปี ที่ได้มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างมากสังเกตได้จากตึกระฟ้า, การคมนาคมทางรถไฟที่รวดเร็ว, การลงทุนเมกะโปรเจคก์ ของทางรัฐบาล เหล่านี้เป็นการเติบโตแบบยักตื่นอย่างที่ใครเค้าพูดถึงจริงๆ ผมเสริมเพิ่มเติมว่าเพราะการพัฒนาแบบก้าวกระโดดแบบนี้ของจีนทำให้ปริมาณการ ใช้ไฟฟ้าของจีนขาดแคลน ทำให้ต้องเร่งสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก อย่างเร่งด่วน
มีอยู่ตอนนึงท่านเล่าว่า ทางตอนใต้ของมลฑลยูนนานมีการอพยพผู้คนกว่า 1 ล้าน 9 แสนคนออกไป เพื่อต้องการสร้างเขื่อน การทำอย่างนี้ของจีนทำได้ง่ายนิดเดียวเพราะถ้าเป็นประเทศไทยเราคงไม่มีทางทำ ได้เพราะอย่างของจีนนั้นรัฐบาลเป็นเจ้าของสื่อทั้งหมด ทำให้กระทำการใดๆ ได้อย่างง่ายดายและตามใจชอบ ท่านเปรียบเปรยว่า จีนมองปัญหาของชาวบ้านตรงจุดนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่มีผลอะไรเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยธรรมดา เพราะเป็นเขตบ้านนอกไม่มีการพัฒนาและสุดเขตแดน ขนาดปัญหาของประชากรของตนเองยังไม่สนใจเลยแล้วนับประสาอะไรกับเขตแดนสยามที่ เป็นสุดของที่สุดของบ้านนอกของเค้าอีกที ย่อมที่จะไม่อยู่ในสายตาของจีนอย่างแน่นอน
อีกตอนนึงท่านเล่าว่า "เคยเห็นถ่านนาฬิกา 4 ก้อน 5 บาทหรือไม่ มันเป็นถ่านที่พร้อมจะละลายภายในสองเดือนที่ใช้งาน ทำให้หลายคนถามด้วยความสงสัยว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าของจีนทำไมจึงห่วยนักและคุณภ าพไม่น่าเชื่อถือ เพราะ ระดับประเทศจีนนั้นมีศักยภาพผลิตของมีคุณภาพได้อย่างแน่นอน ท่านสงสัยจึงได้สอบถามไปยังจีน ได้ความว่า อ๋อ สินค้าที่เราส่งไปนั้นมันก็เป็นไปตามเกรดของประเทศนั่นแล" ฟังดูแล้วช่างเจ็บปวดเหลือเกินว่า นี่แหละเป็นสายตาที่จีนมองประเทศเรา (ในขณะที่ 10 ปีก่อนจากที่พวกเราเคยได้เดินทางไปเมืองจีนแล้วดูถูกเขาว่าจนบ้างหล่ะ สกปรกบ้างหล่ะ)
ดังนั้นทางออกของปัญหานี้คือเราจะต้องพยายามผลักดันปัญหานี้เป็นปัญหาระดับโ ลก ให้ช่วยกันป่าวประกาศ กดดัน ก่นประนามจีนในลักษณะของนานาชาติ ไม่ควรทำให้เป็นเรื่องของท้องถิ่นอีกต่อไป ซึ่งผมคิดว่าคงเป็นจุดมุ่งหมายของทางกลุ่มรักษ์น้ำโขงที่กำลังทำงานนี้กัน อยู่อย่างขมักเขม้น
งานนี้มีสิ่งที่ผมประทับใจกับชาวบ้านที่นี่มาก ขณะที่ผมเดินผ่านร้านค้าแห่งหนึ่งมีการรับประทานข้าวกันอยู่ มีการทักทาย ชวนทานข้าว (ตามมารยาท) อย่างน่ารัก หรือแม้กระทั่งร้านอาหารร้าน 1 เป็นร้านภายในงาน พวกเราไปนั่งกินที่ร้าน พร้อมนั่งคุยกับป้าเจ้าของร้าน อย่างเป็นกันเอง บ่นๆ ว่ายังไม่มีที่พัก ป้าแกชวนนอนที่บ้านเสร็จสรรพ บอกว่าบ้านแกมี 2 หลังไม่ค่อยมีคนอยู่จะไปนอนก็ได้ แค่นี้ก็รู้สึกดีและอบอุ่นมาก นี่ขนาดภายในตัวเขตชุมชนเมืองนะ แล้วถ้าเข้าไปข้างในล่ะจะขนาดไหน
25 ก.พ. 2549
MrsJan
24 กุมภาพันธ์ 2549
งานวิถีวัฒนธรรมสองฝั่งโขง (Rak Mekong)
คาดว่าจะได้เดินทางไปค้างก่อน 1 คืนในเย็นวันพฤหัส นัดถูกเลื่อนออกไปเป็นเช้าวันรุ่งขึ้น บอกว่าจะออกตี 4 ผมก็ตื่นตี 4 ออกมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์รอ กว่าพี่จี๊ดจะมารับก็ตี 5 ครึ่ง (กูว่าแล้ว) เดินทางไปได้สักพักจอดแวะตลาดที่ อ.เทิง ทุกคนก็ลงไปซื้อของกินกัน ข้าวเหนียวสังขยา 2 บาท, น้ำเต้าหู้ 3 ถุง 5 บาท โอ้โห นี่มันถูกจริงๆ ค่าครองชีพขนาด 10 กว่าปีก่อนเลยนะนั่น ช่างไม่สมดุลกับค่าน้ำมันในขณะนี้เลยจริงๆ
เมื่ออิ่มกันแล้วเราก็เดินทางกันต่อหลับอีกตื่นสักพักก็ถึงที่หมาย พวกเราเดินไปรอจุดทำบุญพระสงฆ์ที่บริเวณท่าเรือ ยืนกันอยู่สักพักก็มีพระเดินมาถามว่า "ฝั่งนู้น (ลาว) มีพวกมุสลิมอยู่หรือเปล่า ถ้ามีก็ให้ไล่มันออกไปไกลๆ เลยนะ ไอ้พวกมุสลิมนี่มันร้ายนัก ยิ่งพวกมุสลิมทางใต้นี่ยิ่งร้ายหนัก" ผมกับพี่จิ๊ดมองหน้าเหรอหรา ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงได้มีกลุ่มพระ 3 จว.ชายแดนภาคใต้ ออกมาเสนอแนะให้มีการยุบ กอส. พร้อมกริยารุนแรงที่ให้ปราบปรามอย่างหนักหรือว่าวลี "ฆ่ามุสลิมไม่บาป" จะถูกนำมาใช้กับพระในยุคแห่งการปราบปรามการก่อการร้ายที่เข้มข้นอยู่ในเวลาน ี้ทั่วทั้งโลก นำโดย สหรัฐอเมริการ่วมกับอังกฤษ พร้อมเหล่าประเทศลูกสมุน ที่ช่วยกันประนามการก่อการร้ายของพวกมุสลิมว่าเป็นอักษะแห่งความชั่วร้าย และเป็นเนื้อร้ายที่จำเป็นต้องกำจัดทิ้งไปซะ
ระหว่างรอสวดมนต์ผมนั่ง พับเพียบก็แล้วขัดสมาธิก็แล้ว นั่งหลับก็แล้ว ก็สวดไม่เสร็จสักที ไม่รู้ว่าเอาหน่วยความจำมาจากไหนเยอะแยะ สวดอยู่นานมาก ไม่ได้จับเวลาเอาไว้แต่น่าจะไม่ต่ำกว่าครึ่งชม. ผมเลยออกจะสงสัยว่าไอ้ภาษาบาลีเนี่ย มันมีภาษาพูดกันบ้างไม๊ ถ้าใช้การท่องจำอย่างเดียวนี่ไม่น่าเชื่อว่าจะจำกันได้ทั้งหมด เพราะถ้ามีเป็นภาษาพูดก็อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ความจำทั้งหมดก็เป็นได้ แล้วถ้ามีเนี่ยบรรดาพระทั้งหลายเวลาพูดคุยกันก็คงไม่ได้ใช้ภาษาบาลีหรอกแล้ว เค้าท่องกันไปได้อย่างไร
งานนี้เป็นการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการอนุร ักษ์ลุ่มน้ำโขงให้สืบต่อไปโดยให้ ความรู้และให้ตระหนักรู้ถึงภัยที่กำลังจะมาถึง ให้ทุกคนช่วยกันปกป้องรักษาความอุดมสมบูรณ์ของผืนน้ำแห่งนี้เอาไว้ โดยเฉพาะภาคประชาชนเพราะถ้าจะให้ไปหวังพึ่งพาภาครัฐคงลำบาก ช่วงบ่ายมีการสัมนาเกี่ยวกับศาสนาและการอนุรักษ์ เมื่อไปถึงก็เห็นว่าเค้าค่อนข้างที่จะ private เอามากๆ นั่งโต๊ะคุยกันงึมๆ งัมๆ ฟังไม่ได้ศัพท์เอาซะเลย หัวเรื่องก็ไม่ตรงกับที่ว่า ผมจึงตัดสินใจเดินออกมาอ่านหนังสืออยู่หน้าห้อง สักพักพวกเราก็ตามกันออกมา แล้วเราเดินกลับมาบริเวณจัดงานอีกครั้งเห็นเวทีสัมนา มีพระ 3 รูป คุณประสาน มฤคพิทักษ์ และ สว. เตือนใจ ถึงได้รู้ว่าตะกี้นี้ไปผิดที่ -_-' ฟังอยู่ได้ประมาณครึ่งชม.ก็จบ เป็นที่น่าเสียดายทีเดียวเชียว
ตกเย็น ทุกคนอยากดูโทรทัศน์กันเนื่องจากต้องการทราบข่าวการเมืองที่กำลังเข้ม ข้นทำให้พวกเราไปเดินหาบ้านหรือร้านค้าที่เปิดโทรทัศน์ดู จะได้ไปดูด้วยปรากฎว่าแม้แต่ร้านขายโทรทัศน์เองยังไม่เปิดเลย เลยตัดสินใจตั้งโต๊ะขายของของร้าน ebannok เพื่อรอเวลาที่จะไปดูการแสดงละคร มีคนสนใจแวะเวียนมาดูบ้างแต่สินค้าที่ขายได้มีเพียงนกหวีดเท่านั้นเพราะความ ที่มัน unique และไม่สามารถหาซื้อที่ไหนได้ ส่วนสินค้าอื่นๆ ของเรานั้นไม่น่าสนใจสักเท่าไรเพราะหาซื้อได้ตามที่อื่นๆ และราคาก็ไม่ถูกด้วย สักพักพอได้ยินเสียงถึงได้รู้ว่าการแสดงละครเงาได้เริ่มขึ้นแล้วจึงได้รีบ เก็บของแล้วไปดูละครกัน
ล ะครมีชื่อว่า "นิทานริมฝั่งโขง" เริ่มต้นขึ้นด้วยมียายแก่ถือตะเกียงออกมาภายเรือในความมืดและบั้งไฟพญานาค หลังจากนั้นจึงเป็นภาพของพญานาคมาพร้อมกันเสียงเพลงที่น่าตื่นตา เสียงดังสนั่น พร้อมกับสายน้ำ กับการต่อสู้ของพญานาคกับพญาครุต ตัดฉากสลับกับแสงสีเสียงกับการจราจรภายในเมืองที่คึกคัก ผมตั้งใจดูด้วยความสนใจเพราะแสดงได้ระทึกใจทั้งเสียงเพลงประกอบและท่าทาง แต่จริงๆ ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจเนื้อหาสักเท่าไรหรอกครับว่าที่แสดงมานั้นต้องการที่จะสื่ อถึงอะไรบ้าง หลังจากนั้นจึงได้มีการแสดงดนตรีฟังอยู่ได้สัก 2-3 เพลงก็ตัดสินใจไปนอนเพราะง่วงมากแล้ว ราตรีสวัสดิ์
24 ก.พ. 2549
MrsJan
เมื่ออิ่มกันแล้วเราก็เดินทางกันต่อหลับอีกตื่นสักพักก็ถึงที่หมาย พวกเราเดินไปรอจุดทำบุญพระสงฆ์ที่บริเวณท่าเรือ ยืนกันอยู่สักพักก็มีพระเดินมาถามว่า "ฝั่งนู้น (ลาว) มีพวกมุสลิมอยู่หรือเปล่า ถ้ามีก็ให้ไล่มันออกไปไกลๆ เลยนะ ไอ้พวกมุสลิมนี่มันร้ายนัก ยิ่งพวกมุสลิมทางใต้นี่ยิ่งร้ายหนัก" ผมกับพี่จิ๊ดมองหน้าเหรอหรา ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงได้มีกลุ่มพระ 3 จว.ชายแดนภาคใต้ ออกมาเสนอแนะให้มีการยุบ กอส. พร้อมกริยารุนแรงที่ให้ปราบปรามอย่างหนักหรือว่าวลี "ฆ่ามุสลิมไม่บาป" จะถูกนำมาใช้กับพระในยุคแห่งการปราบปรามการก่อการร้ายที่เข้มข้นอยู่ในเวลาน ี้ทั่วทั้งโลก นำโดย สหรัฐอเมริการ่วมกับอังกฤษ พร้อมเหล่าประเทศลูกสมุน ที่ช่วยกันประนามการก่อการร้ายของพวกมุสลิมว่าเป็นอักษะแห่งความชั่วร้าย และเป็นเนื้อร้ายที่จำเป็นต้องกำจัดทิ้งไปซะ
ระหว่างรอสวดมนต์ผมนั่ง พับเพียบก็แล้วขัดสมาธิก็แล้ว นั่งหลับก็แล้ว ก็สวดไม่เสร็จสักที ไม่รู้ว่าเอาหน่วยความจำมาจากไหนเยอะแยะ สวดอยู่นานมาก ไม่ได้จับเวลาเอาไว้แต่น่าจะไม่ต่ำกว่าครึ่งชม. ผมเลยออกจะสงสัยว่าไอ้ภาษาบาลีเนี่ย มันมีภาษาพูดกันบ้างไม๊ ถ้าใช้การท่องจำอย่างเดียวนี่ไม่น่าเชื่อว่าจะจำกันได้ทั้งหมด เพราะถ้ามีเป็นภาษาพูดก็อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ความจำทั้งหมดก็เป็นได้ แล้วถ้ามีเนี่ยบรรดาพระทั้งหลายเวลาพูดคุยกันก็คงไม่ได้ใช้ภาษาบาลีหรอกแล้ว เค้าท่องกันไปได้อย่างไร
งานนี้เป็นการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการอนุร ักษ์ลุ่มน้ำโขงให้สืบต่อไปโดยให้ ความรู้และให้ตระหนักรู้ถึงภัยที่กำลังจะมาถึง ให้ทุกคนช่วยกันปกป้องรักษาความอุดมสมบูรณ์ของผืนน้ำแห่งนี้เอาไว้ โดยเฉพาะภาคประชาชนเพราะถ้าจะให้ไปหวังพึ่งพาภาครัฐคงลำบาก ช่วงบ่ายมีการสัมนาเกี่ยวกับศาสนาและการอนุรักษ์ เมื่อไปถึงก็เห็นว่าเค้าค่อนข้างที่จะ private เอามากๆ นั่งโต๊ะคุยกันงึมๆ งัมๆ ฟังไม่ได้ศัพท์เอาซะเลย หัวเรื่องก็ไม่ตรงกับที่ว่า ผมจึงตัดสินใจเดินออกมาอ่านหนังสืออยู่หน้าห้อง สักพักพวกเราก็ตามกันออกมา แล้วเราเดินกลับมาบริเวณจัดงานอีกครั้งเห็นเวทีสัมนา มีพระ 3 รูป คุณประสาน มฤคพิทักษ์ และ สว. เตือนใจ ถึงได้รู้ว่าตะกี้นี้ไปผิดที่ -_-' ฟังอยู่ได้ประมาณครึ่งชม.ก็จบ เป็นที่น่าเสียดายทีเดียวเชียว
ตกเย็น ทุกคนอยากดูโทรทัศน์กันเนื่องจากต้องการทราบข่าวการเมืองที่กำลังเข้ม ข้นทำให้พวกเราไปเดินหาบ้านหรือร้านค้าที่เปิดโทรทัศน์ดู จะได้ไปดูด้วยปรากฎว่าแม้แต่ร้านขายโทรทัศน์เองยังไม่เปิดเลย เลยตัดสินใจตั้งโต๊ะขายของของร้าน ebannok เพื่อรอเวลาที่จะไปดูการแสดงละคร มีคนสนใจแวะเวียนมาดูบ้างแต่สินค้าที่ขายได้มีเพียงนกหวีดเท่านั้นเพราะความ ที่มัน unique และไม่สามารถหาซื้อที่ไหนได้ ส่วนสินค้าอื่นๆ ของเรานั้นไม่น่าสนใจสักเท่าไรเพราะหาซื้อได้ตามที่อื่นๆ และราคาก็ไม่ถูกด้วย สักพักพอได้ยินเสียงถึงได้รู้ว่าการแสดงละครเงาได้เริ่มขึ้นแล้วจึงได้รีบ เก็บของแล้วไปดูละครกัน
ล ะครมีชื่อว่า "นิทานริมฝั่งโขง" เริ่มต้นขึ้นด้วยมียายแก่ถือตะเกียงออกมาภายเรือในความมืดและบั้งไฟพญานาค หลังจากนั้นจึงเป็นภาพของพญานาคมาพร้อมกันเสียงเพลงที่น่าตื่นตา เสียงดังสนั่น พร้อมกับสายน้ำ กับการต่อสู้ของพญานาคกับพญาครุต ตัดฉากสลับกับแสงสีเสียงกับการจราจรภายในเมืองที่คึกคัก ผมตั้งใจดูด้วยความสนใจเพราะแสดงได้ระทึกใจทั้งเสียงเพลงประกอบและท่าทาง แต่จริงๆ ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจเนื้อหาสักเท่าไรหรอกครับว่าที่แสดงมานั้นต้องการที่จะสื่ อถึงอะไรบ้าง หลังจากนั้นจึงได้มีการแสดงดนตรีฟังอยู่ได้สัก 2-3 เพลงก็ตัดสินใจไปนอนเพราะง่วงมากแล้ว ราตรีสวัสดิ์
24 ก.พ. 2549
MrsJan
21 พฤศจิกายน 2548
อาสาสมัคร (Volunteer)
กว่าจะได้มาทำงานที่ hilltribe.org ผมได้ผ่านการพูดคุยกับพี่หมูทาง email อยู่หลายครั้ง หลายวันกว่าจะตอบกลับมาครั้งนึง จนสงสัยว่าเค้ารีบหรือไม่รีบรับเจ้าหน้าที่กันแน่ แล้วเรื่องก็ดำเนินไปถึงว่าให้ไปพูดคุยกับพี่ลักษณ์ที่กรุงเทพฯ ดูว่าอย่างไร คุยไปคุยมาก็ได้ข้อสรุปให้ไปลองเข้าโครงการครูอาสาดูก่อนแล้วว่ายังไงก็ค่อย ว่ากันต่อไป (เป็นการสัมภาษณ์งานที่ประหลาดและงงๆ ดีแท้)
รอกำหนดการ โครงการครูอาสาอยู่ 2 สัปดาห์ ก็เดินทางออกจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่เพื่อเอาของไปฝากบ้านอี๊มาลาแล้วก็เดินทางต่อไปเชียงราย เดินหาที่พักอยู่นานกว่าจะได้ที่พักราคาถูกก็ค่ำมืด
รุ่งเช้าออกมาพบ กันที่ บขส. ก็ได้พบกับบรรดาครูอาสาอยู่กลุ่มนึง สังเกตไม่ยากเลย ประมาณพวกนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ นี่แหละหลังจากรวบรวมคนได้แล้วเราก็นั่งรถเดินทางไปยังศูนย์กระจกเงาและเมื่ อไปถึงที่หมาย ภาพที่ได้เห็นก็ไม่ได้ต่างจากที่ดูในเว็บไซต์สักเท่าไรเลย มันดูสวยงามและดูน่าอยู่พอสมควร เป็นเหมือนหมู่บ้านเล็ก มีบ้านเล็กบ้านน้อยอยู่ 5-6 หลังแล้วก็มีห้องพักทำจากบ้านดิน ดูแล้วละม้ายคล้ายรีสอร์ทเล็กๆ ก็ไม่ปาน
ถึงเวลาก็มีการปฐมนิเทศพูดค ุยกัน เปิดเรื่องเกี่ยวกับศูนย์กระจกเงา ความเป็นมาและแนะนำตัวกันเสร็จเรียบร้อยก็ได้เวลาเดินทางสู่หมู่บ้าน "แม่สลักเย้า" เป็นหมู่บ้านที่เราจะไปพัก หลังจากไปถึงแล้วก็จะมีการให้เด็กๆ เลือกคุณครูที่จะพาไปพักที่บ้าน เด็กๆ ก็มักจะเลือกแต่ครูผู้หญิง ส่วนผู้ชายเหลือทิ้งเอาไว้จนต้องไปขออาศัยบ้านที่เหลืออยู่ด้วย โชคดีที่บ้านของเด็กที่ไปอยู่ มีเด็กโตอยู่ด้วยประมาณ ม.6 ทำให้พูดคุยกันง่ายขึ้น ภาษาไทยก็คล่อง ส่วนไอ้เด็กที่บ้านมันก็ไม่ยุ่งกับครูผู้ชาย อยู่แต่กับครูผู้หญิงตลอดเวลา เด็กเวร!!
ฐานะของคนในหมู่บ้านถ้าดูจากภายนอกก็เรียกได้ว่าไม่ค่อยต่ างกันสักเท่าไรเพร าะดูทุกบ้านก็คล้ายๆ กันไปซะหมด แต่พอดูเข้าไปจริงๆ แล้วค่อนข้างที่จะแตกต่างกันมาก ดูได้จากอาหารการกินของแต่ละที่เปรียบเทียบกัน ส่วนบ้านที่ผมไปอยู่นั้นฐานะค่อนข้างดีทีเดียว มีพวกเครื่องปรุงครบถ้วน มีเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ พร้อมสรรพ
ภายในวันนั้นขณะทำกับข้าวผม ก็ได้นั่งคุยกับ "เฝย" เด็กโตในบ้านที่ว่า ผมก็พูดคุยทั่วๆ ไปเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน การดำรงชีวิตและอื่นๆ แต่มีอยู่อย่าง 1 ที่ผมสนใจ คือ ผมถามว่าถ้าเกิดไม่ต้องหาเงินเข้าบ้านแล้วจะอยู่ได้หรือไม่ คำตอบคือ ได้ เพียงแต่ว่าจะไม่รวยเท่านั้นเอง !! อืม ใช่ เท่านั้นเอง อย่างน้อยผมก็ใจชื้นว่าหนทางชีวิตแบบนี้มันก็ยังมีอยู่นะ ซึ่งมันเป็นแบบที่ผมไม่คุ้นเคยมาก่อน คือ ถึงแม้ว่าจะไม่มีเงินใช้แต่ก็ยังไม่อดตาย !! นี่นับได้ว่าเป็นจุดมุ่งหมายในชีวิตของผมเลยจริงๆ
ในทุกค่ำคืนก็จะมี กิจกรรมรอบกองไฟตั้งวงสนทนาหรือเล่นเกมกัน แน่นอนว่าต้องมีไอ้เพลงกับท่าเต้นสุดคลาสสิคอย่าง "ไก่ย่างถูกเผา" ที่แม้แต่เด็กๆ ชาวเขา ยังรู้จักและเต้นได้ นับได้ว่าเป็นดินแดนที่ชาวมหาลัยเข้าถึงได้อย่างแท้จริงเลยทีเดียว
ค ืนสุดท้ายก่อนเดินทางไปค้างคืนที่ โรงเรียนบ้านห้วยชมภู จะมีการแบ่งคุณครูเข้าห้องเรียนก่อนในคืนนั้นว่าใครจะเข้าสอนชั้นไหนบ้าง งานนี้ไม่ต้องคิดมากผมเลือกเด็กโตสุดในโรงเรียน คือ ชั้น ม.3 เหตุผลเพราะว่าผมคงคุยกับเด็กตัวน้อยๆ ไม่รู้เรื่องเป็นแน่ คืนนั้นผมก็ได้แต่นอนคิดว่าจะสอนอะไรดี คิดเตรียมไปหลายอย่างกลัวว่าจะไม่พอแต่ที่ไหนได้แค่เรื่องเดียวก็หมดวันแล้ว
ต ื่นเช้าได้เวลาเดินทางไปโรงเรียน เหล่าบรรดาครูอาสาได้ใช้เวลาในช่วงเช้าประมาณ 1 ชม. เดินเท้าไปโรงเรียนพร้อมกับเด็กๆ พอไปถึงก็แนะนำตัวครูอาสากันที่หน้าเสาธงแล้วก็แยกย้ายกันเข้าห้องสอน
ผ มเริ่มจากการถามเด็กๆ ในชั้นว่ารู้จัก internet กันหรือไม่หรือว่าได้เคยใช้กันบ้างหรือยัง ปรากฏว่าที่นี่โทรศัพท์ยังเข้าไม่ถึง ผมก็ลงมืออธิบายกันเลยว่า มันคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร แล้วเราจะใช้งานมันอย่างไรบ้าง ระหว่างสอนก็ยอมรับว่าสอนไปสอนมาก็สนุกดี งานนี้เลย psycho เข้าไปเต็มที่ตามแบบฉบับของตัวเอง
วันรุ่งขึ้นเตรียมตัวเดินทางกลับก ็ได้สรุปงานกันในตอนเช้า ให้ครูทุกๆ คนถอดความรู้สึกออกมา ท่ามกลางเสียงร้องของเด็กๆ ที่พร้อมเพียงกันดังมากๆ จนไม่มีสมาธิ ดังนั้นเลยก่อนจะกลับก็จบลงด้วยการร่ำ(ไห้)ลา ครูอาสาหลายคนก็ร้องตามเด็กๆ ไปด้วย ไม่น่าเชื่อว่าแค่เพียงวันเดียวจะผูกพันธ์กันได้ถึงเพียงนี้หรืออาจจะเป็นเพ ราะว่าเจอกันแค่วันเดียวก็เป็นได้เลยยังรู้สึกไม่เต็มอิ่มเพราะยังรู้สึก เห่อคุณครูวัยรุ่นจากเมืองหลวงกันอยู่
"ส่วนตัวผมนั้นไม่เคยและไม่เค ยที่จะคิดออกค่ายอาสามาก่อนในชีวิต (แม้แต่ครั้งนี้) เพราะ ผมมักจะคิดอยู่เสมอว่ามันเป็นสนามเด็กเล่นเพื่อจับกลุ่มกันหาทางสังสรรค์ พบปะประสบการณ์อันแปลกใหม่ เฮโลกันไปมา เหมือนเด็กมหาลัยจับกลุ่มกันไปเที่ยวภูกระดึง แต่การมาในคราวนี้ผมถึงได้มองเห็นข้อดีของโครงการนี้อยู่อย่าง 1 คือ ถึงแม้จุดประสงค์ของบรรดาค่ายอาสาของแต่ละคนนั้นจะไม่ใช่ด้วยอุดมการณ์อะไรแ ต่แรกเริ่มก็ตามเถอะ แต่อย่างน้อยก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการที่จะได้สัมผัสมันแล้วอาจจะเปลี่ยน แปลงแนวความคิดได้ ถึงแม้ว่าบางคนอาจจะคิดว่าตัวเองไม่ค่อยมีค่าในสภาพแวดล้อมที่ตัวเองอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคนเกเร เรียนหนังสือไม่เก่ง ไม่ร่ำรวย (เหล่านี้ผมยกตัวอย่างของค่านิยมในสังคม) หรือ วันๆ ได้แต่ทำงานเป็นกุลีของใครก็ตามที แต่สำหรับที่นี่นั้นพวกเราทุกคนมีค่ามากมายอย่างมหาศาลแน่นอน"
21 พ.ย. 2548
MrsJan
รอกำหนดการ โครงการครูอาสาอยู่ 2 สัปดาห์ ก็เดินทางออกจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่เพื่อเอาของไปฝากบ้านอี๊มาลาแล้วก็เดินทางต่อไปเชียงราย เดินหาที่พักอยู่นานกว่าจะได้ที่พักราคาถูกก็ค่ำมืด
รุ่งเช้าออกมาพบ กันที่ บขส. ก็ได้พบกับบรรดาครูอาสาอยู่กลุ่มนึง สังเกตไม่ยากเลย ประมาณพวกนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ นี่แหละหลังจากรวบรวมคนได้แล้วเราก็นั่งรถเดินทางไปยังศูนย์กระจกเงาและเมื่ อไปถึงที่หมาย ภาพที่ได้เห็นก็ไม่ได้ต่างจากที่ดูในเว็บไซต์สักเท่าไรเลย มันดูสวยงามและดูน่าอยู่พอสมควร เป็นเหมือนหมู่บ้านเล็ก มีบ้านเล็กบ้านน้อยอยู่ 5-6 หลังแล้วก็มีห้องพักทำจากบ้านดิน ดูแล้วละม้ายคล้ายรีสอร์ทเล็กๆ ก็ไม่ปาน
ถึงเวลาก็มีการปฐมนิเทศพูดค ุยกัน เปิดเรื่องเกี่ยวกับศูนย์กระจกเงา ความเป็นมาและแนะนำตัวกันเสร็จเรียบร้อยก็ได้เวลาเดินทางสู่หมู่บ้าน "แม่สลักเย้า" เป็นหมู่บ้านที่เราจะไปพัก หลังจากไปถึงแล้วก็จะมีการให้เด็กๆ เลือกคุณครูที่จะพาไปพักที่บ้าน เด็กๆ ก็มักจะเลือกแต่ครูผู้หญิง ส่วนผู้ชายเหลือทิ้งเอาไว้จนต้องไปขออาศัยบ้านที่เหลืออยู่ด้วย โชคดีที่บ้านของเด็กที่ไปอยู่ มีเด็กโตอยู่ด้วยประมาณ ม.6 ทำให้พูดคุยกันง่ายขึ้น ภาษาไทยก็คล่อง ส่วนไอ้เด็กที่บ้านมันก็ไม่ยุ่งกับครูผู้ชาย อยู่แต่กับครูผู้หญิงตลอดเวลา เด็กเวร!!
ฐานะของคนในหมู่บ้านถ้าดูจากภายนอกก็เรียกได้ว่าไม่ค่อยต่ างกันสักเท่าไรเพร าะดูทุกบ้านก็คล้ายๆ กันไปซะหมด แต่พอดูเข้าไปจริงๆ แล้วค่อนข้างที่จะแตกต่างกันมาก ดูได้จากอาหารการกินของแต่ละที่เปรียบเทียบกัน ส่วนบ้านที่ผมไปอยู่นั้นฐานะค่อนข้างดีทีเดียว มีพวกเครื่องปรุงครบถ้วน มีเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ พร้อมสรรพ
ภายในวันนั้นขณะทำกับข้าวผม ก็ได้นั่งคุยกับ "เฝย" เด็กโตในบ้านที่ว่า ผมก็พูดคุยทั่วๆ ไปเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน การดำรงชีวิตและอื่นๆ แต่มีอยู่อย่าง 1 ที่ผมสนใจ คือ ผมถามว่าถ้าเกิดไม่ต้องหาเงินเข้าบ้านแล้วจะอยู่ได้หรือไม่ คำตอบคือ ได้ เพียงแต่ว่าจะไม่รวยเท่านั้นเอง !! อืม ใช่ เท่านั้นเอง อย่างน้อยผมก็ใจชื้นว่าหนทางชีวิตแบบนี้มันก็ยังมีอยู่นะ ซึ่งมันเป็นแบบที่ผมไม่คุ้นเคยมาก่อน คือ ถึงแม้ว่าจะไม่มีเงินใช้แต่ก็ยังไม่อดตาย !! นี่นับได้ว่าเป็นจุดมุ่งหมายในชีวิตของผมเลยจริงๆ
ในทุกค่ำคืนก็จะมี กิจกรรมรอบกองไฟตั้งวงสนทนาหรือเล่นเกมกัน แน่นอนว่าต้องมีไอ้เพลงกับท่าเต้นสุดคลาสสิคอย่าง "ไก่ย่างถูกเผา" ที่แม้แต่เด็กๆ ชาวเขา ยังรู้จักและเต้นได้ นับได้ว่าเป็นดินแดนที่ชาวมหาลัยเข้าถึงได้อย่างแท้จริงเลยทีเดียว
ค ืนสุดท้ายก่อนเดินทางไปค้างคืนที่ โรงเรียนบ้านห้วยชมภู จะมีการแบ่งคุณครูเข้าห้องเรียนก่อนในคืนนั้นว่าใครจะเข้าสอนชั้นไหนบ้าง งานนี้ไม่ต้องคิดมากผมเลือกเด็กโตสุดในโรงเรียน คือ ชั้น ม.3 เหตุผลเพราะว่าผมคงคุยกับเด็กตัวน้อยๆ ไม่รู้เรื่องเป็นแน่ คืนนั้นผมก็ได้แต่นอนคิดว่าจะสอนอะไรดี คิดเตรียมไปหลายอย่างกลัวว่าจะไม่พอแต่ที่ไหนได้แค่เรื่องเดียวก็หมดวันแล้ว
ต ื่นเช้าได้เวลาเดินทางไปโรงเรียน เหล่าบรรดาครูอาสาได้ใช้เวลาในช่วงเช้าประมาณ 1 ชม. เดินเท้าไปโรงเรียนพร้อมกับเด็กๆ พอไปถึงก็แนะนำตัวครูอาสากันที่หน้าเสาธงแล้วก็แยกย้ายกันเข้าห้องสอน
ผ มเริ่มจากการถามเด็กๆ ในชั้นว่ารู้จัก internet กันหรือไม่หรือว่าได้เคยใช้กันบ้างหรือยัง ปรากฏว่าที่นี่โทรศัพท์ยังเข้าไม่ถึง ผมก็ลงมืออธิบายกันเลยว่า มันคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร แล้วเราจะใช้งานมันอย่างไรบ้าง ระหว่างสอนก็ยอมรับว่าสอนไปสอนมาก็สนุกดี งานนี้เลย psycho เข้าไปเต็มที่ตามแบบฉบับของตัวเอง
วันรุ่งขึ้นเตรียมตัวเดินทางกลับก ็ได้สรุปงานกันในตอนเช้า ให้ครูทุกๆ คนถอดความรู้สึกออกมา ท่ามกลางเสียงร้องของเด็กๆ ที่พร้อมเพียงกันดังมากๆ จนไม่มีสมาธิ ดังนั้นเลยก่อนจะกลับก็จบลงด้วยการร่ำ(ไห้)ลา ครูอาสาหลายคนก็ร้องตามเด็กๆ ไปด้วย ไม่น่าเชื่อว่าแค่เพียงวันเดียวจะผูกพันธ์กันได้ถึงเพียงนี้หรืออาจจะเป็นเพ ราะว่าเจอกันแค่วันเดียวก็เป็นได้เลยยังรู้สึกไม่เต็มอิ่มเพราะยังรู้สึก เห่อคุณครูวัยรุ่นจากเมืองหลวงกันอยู่
"ส่วนตัวผมนั้นไม่เคยและไม่เค ยที่จะคิดออกค่ายอาสามาก่อนในชีวิต (แม้แต่ครั้งนี้) เพราะ ผมมักจะคิดอยู่เสมอว่ามันเป็นสนามเด็กเล่นเพื่อจับกลุ่มกันหาทางสังสรรค์ พบปะประสบการณ์อันแปลกใหม่ เฮโลกันไปมา เหมือนเด็กมหาลัยจับกลุ่มกันไปเที่ยวภูกระดึง แต่การมาในคราวนี้ผมถึงได้มองเห็นข้อดีของโครงการนี้อยู่อย่าง 1 คือ ถึงแม้จุดประสงค์ของบรรดาค่ายอาสาของแต่ละคนนั้นจะไม่ใช่ด้วยอุดมการณ์อะไรแ ต่แรกเริ่มก็ตามเถอะ แต่อย่างน้อยก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการที่จะได้สัมผัสมันแล้วอาจจะเปลี่ยน แปลงแนวความคิดได้ ถึงแม้ว่าบางคนอาจจะคิดว่าตัวเองไม่ค่อยมีค่าในสภาพแวดล้อมที่ตัวเองอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคนเกเร เรียนหนังสือไม่เก่ง ไม่ร่ำรวย (เหล่านี้ผมยกตัวอย่างของค่านิยมในสังคม) หรือ วันๆ ได้แต่ทำงานเป็นกุลีของใครก็ตามที แต่สำหรับที่นี่นั้นพวกเราทุกคนมีค่ามากมายอย่างมหาศาลแน่นอน"
21 พ.ย. 2548
MrsJan
20 กรกฎาคม 2548
E-Invitation
18 กรกฎาคม 2548
Wedding gift CD cover
28 กุมภาพันธ์ 2548
Re: Farewell

ข อบคุณสำหรับ surprise ไม่รู้ว่าคิดได้ยังไง(วะ) ที่ทำให้ฉันมองไม่เห็นกระทู้ ก็ขอเขียนบ้างละกัน เป็นการส่งท้าย จิงๆ กะว่าจะเขียนบทความอีกเพียบเลย มีหัวข้อเรื่องให้เขียนเยอะ แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่ได้เขียน เนื่องจากต้อง clear งานเยอะมาก
เอาเป็นว่าจะพูดถึง ที่ ibn นี่ก่อนละกัน อยากจะบอกว่า ibn นี่เป็นดินแดนแห่งโอกาสเลยจิงๆ ก็ว่าได้ ขอแค่ความตั้งใจอย่างทุ่มเทบวกกับการคิดที่ทำอะไรใหม่ๆ แล้วทีนี้ไม่ว่าจะสิทธิพิเศษ หรือ จะต้องการอุปกรณ์ support อะไร ที่นี่ก็พร้อมที่จะให้เราได้ทุกๆ เรื่องและพร้อมจะผลักดันให้ทุกคนได้เติบโต แต่ก็ต้องขอบอกไว้อีกอย่างนึงว่า การตั้งใจหรือขยันทำงานอย่างเดียวต้องไม่พอแน่นอน ไม่ว่าเราจะทำอะไร อย่างน้อย ก็ต้องมีความกล้าบวกความมั่นใจด้วยว่าเรื่องที่เราทำนั้นดีและได้ผลอย่างไร พูดง่ายๆ ว่า ทำอะไรก็ตามควรที่จะพูดหรือหาทาง present ตัวเองออกมาให้ได้ด้วย ไม่อย่างนั้นก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไร นี่คือในกรณีที่ต้องการจะเติบโต แต่ถ้าไม่ต้องการก็ไม่เป็นไร แต่แน่นอนว่าความสะดวกสบายจากการทำงาน ที่เป็นผลพลอยได้นี้ จะมีประโยชน์กับเราทุกๆ คนแน่นอน
เรื่องต่อไปจะพูดถึงการทำงานเกี่ยว กับการทำโปรแกรม หลายคนคงจะสงสัยว่าทำไมช่วงนี้ โปรแกรมที่มีอยู่แล้วทำไมจะต้องทำใหม่ แล้ว process ก็เปลี่ยนไปบ้าง นั่นเป็นเพราะที่ผ่านมาเรายังไม่มีระบบที่เพียบพร้อม ที่จะทำให้โปรแกรมต่อเติมได้ในอนาคต ดังนั้นโปรแกรม อันเก่าๆ มันถึงทางตันของตัวมันเองแล้วและไม่สามารถทำงานกับระบบใหม่ได้ ดังนั้นเราจึงต้องเปลี่ยน ซึ่งระบบใหม่ที่ว่าเพียบพร้อมและแสนดีอย่างที่ว่านี้ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือ โปรแกรม Ibn Portal Reloaded ที่เราใช้กันอยู่นั่นเองและผมมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า การเปลี่ยนแปลงคราวนี้จะอยู่กับเราไปอีกนานตราบเท่าที่ technology ที่เราลงแรงทำกันไปนั้นยังไม่ out date ครับ
เรื่องต่อไปจะขอแก้ความ เข้าใจเสียใหม่ หลายคนคงจะเห็นว่าผม มักจะเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ รัฐบาล (IBN) อยู่เสมอ ดังนั้น จะบอกว่าจิงๆ แล้วผมไม่ได้เข้าข้างหรือจงเกลียดจงชังฝ่ายไหนทั้งนั้น แต่ผมจะอยู่ข้างที่ผมเห็นว่าถูกต้องในความเข้าใจของผมเท่านั้นครับ
อ ีกเรื่องที่ว่าผมจะไปทำอะไร ที่ไหนและคิดอะไรนั้น ก็อยากจะบอกว่า ผมไม่ใช่ นักบุญ ไม่ใช่ แม่ชีเทเรซา ไม่ใช่ หมอ (เทวดา) พรทิพย์ และไม่ใช่นักวิชาการ การที่ผมได้พอใจตรงนี้แล้วนั้น เป็นเพราะว่าผมได้ทำสำเร็จไปแล้วในเรื่องนึง ในสิ่งที่ผมได้ต่อสู้กับมันมานาน ซึ่งกว่าจะได้ทำและทำมันได้สำเร็จนั้น เหนื่อยยากมาก ผมต้องต่อสู้ยังไงน่ะเหรอ ก็โดยการ ปฏิเสธงานที่ request มาหลายๆ อย่างจากหลายๆ คนที่ทางเราไม่ได้ทำให้ ก็ต้องขอโทษตรงนี้ด้วย แต่เราก็ต้องยอมเสียตรงนี้เพื่อที่จะได้โปรแกรมที่จะเป็นประโยชน์กับทั้งทาง ทีม programmer และ กับทุกๆ คนในอนาคตและเพียบพร้อมไปด้วยทีมงานที่ช่วยกันทำมันขึ้นมาอย่างขยันขันแข็ง และช่วยแบ่งเบางานที่ load อยู่ของผมไปได้มาก และถ้าจะให้อธิบายว่า โปรแกรมนี้มันสำคัญกับทีมเราอย่างไรคงต้องอธิบายกันยาวเลยและไม่รู้ว่าเขียน ไปแล้วจะเข้าใจหรือป่าวเลยบอกได้แค่นี้เท่านั้น
ทีนี้กลับมาว่า แล้วผมจะไปทำอะไรต่อ ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่าผมไม่ใช่ นักบุญผู้เสียสละและไม่ใช่นักประท้วงก่อความไม่สงบ แต่ที่ผมอยากจะทำคือ ต้องการองค์ความรู้ที่ว่าเราจะอยู่รอดในโลกนี้ได้อย่างไรโดยที่เราไม่จำเป็น ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกให้มากนักหรือให้น้อยที่สุดและพลิกบทบาทชีวิตตัวเอง ไปในอีกแบบนึง ซึ่งผมคิดว่ามันน่าจะเป็นประสบการณ์ที่ท้าท้ายตัวเองอีกมาก แล้วความรู้ที่ได้ผมจะรวบรวมเป็นเอกสารหรืออาจจะได้หนังสือสักเล่มนึง เลยอยากจะบอกว่าจริงๆ แล้ว ผมก็ทำเพื่อตัวเองนั่นแหละ เพียงแต่คนอื่นที่เกี่ยวข้องอาจจะได้อานิสงค์ จากความรู้ที่ผมได้เรียบเรียงจากประสบการณ์จริงๆ นั้นนำไปใช้ประโยชน์ได้ ก็เท่านั้นเองครับ
สุดท้ายนี้ ก็ไม่มีอะไรมาก เพราะว่ามามากพอแล้ว ก็พอแค่นี้ละกัน แค่นี้พวกเราก็คงจะไม่อ่านกันแล้ว สวัสดีครับ
บทความส่งท้าย ณ.วันสุดท้ายที่ ibn
28 ก.พ. 2548
MrsJan
27 กรกฎาคม 2547
วิทยาศาสตร์เก่า-ใหม่ (Soft science and Hard science)
ความแตกต่าง แบบตรงกันข้าม ระหว่างวิทยาศาสตร์เก่าและ how to ที่มาจากรากฐานคิดวิทยาศาสตร์ แบบเก่า กับ วิทยาศาสตร์ใหม่ และ how to ใหม่ ที่มีฐานคิดกับใกล้เคียงกับ ภูมิปัญญาตะวันออกในอดีต โดย เฉพาะ ปรัชญาพุทธ และ ปรัชญาเต๋า
หัวใจของความแตกต่างคือ
วิทยาศาสต ร์เก่า วางอยู่บนฐานคิดที่ว่าด้วยการเอาชนะธรรมชาติ และการสร้างอารยธรรม ที่เน้นการผลิตทางวัตถุและการบริโภคนิยมว่า คือ รากฐานแห่งอารยธรรม
ฟิสิกส์ใหม่และพุทธรรมสอนให้เรารู้จักคุณค่าแห่งธรรมชาติและเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่อย่างสงบและสันติ
วิทยาศาสตร์เก่า สอนให้เราเห็นแก่เงิน, เงินหรือรายได้ย่อมมีค่ายิ่งกว่าชีวิตผู้คน
ว ิทยาศาสตร์เก่าสอนให้เราประเมินทุกอย่างเป็น "ตัวเลข" ทุกสิ่งจึงกลายเป็นสิ่งไร้ชีวิต ฟิสิกส์ใหม่และพุทธสอนให้เรารู้ว่า ทุกอย่างคือชีวิตที่เป็นหนึ่งเดียวกัน
ชีวิตหนึ่งล้วนเกี่ยวพันกันอย ่างแยกไม่ออกจากชีวิตอื่นๆ เราเลี้ยงไก่แบบ ไฮเทค โตเร็วและเลี้ยงด้วยยาและสารเคมี มนุษย์ผู้บริโภคก็หนีไม่พ้นที่ต้องรับ "กรรม" ต้องบริโภคยา สารกระตุ้นความเติบโต และสารเคมีอื่นๆ
วิทยาศาสตร์เก่าสอนเราให้โทษสิ่งอื่นๆ ว่า เป็นสิ่งชั่วร้าย ไอ้ไว้รัส ไอ้เชื้อโรค ไอ้(หวัด)นกชั่ว ไอ้ผู้ก่อการร้าย
ฟิสิกส์ใหม่และพุทธกลับบอกว่าเหตุปัจจัยนั้นมีมากมายไม่มีอะไรหรอกที่ชั่วหรือดี
แต่ที่สำคัญมนุษย์มักมองข้ามเหตุปัจจัยที่มาจากภายใน
ศัตรูตัวร้ายที่ซ่อนอยู่ในจิตใจ และในสมองของเราเอง นั่นคือ อวิชชา หรือ วิทยาศาสตร์ เก่า ที่ก่อให้เกิด อัตตา ตัณหา และอุปาทาน
พ ูดแบบสรุป ก็คือ งานนี้ชี้ว่า ทั้งวิทยาศาสตร์เก่าและ how to แบบเก่าทั้งหมด มีส่วนสำคัญและเป็นที่มาสำคัญของวิบัติภัยทั้งทางสังคมและธรรมชาติ
ท ี่สำคัญไม่น้อยกว่ากันคือ ทั้งวิทยาศาสตร์เก่า และ how to แบบเก่า ๆ กำลังมีส่วนทำให้วิบัติภัยทางธรรมชาติ และทางสังคมขยายตัว แพร่ระบาดหนักหน่วงแรงยิ่งขึ้น
รากแห่งวิกฤตของรัฐไทยในปัจจุบันมาจา กความเชื่อโง่ ๆ เช่นเรื่อง ความมั่นคงแห่งชาติ และความสงบราบคาบด้วยกำลัง รวมทั้งมาจากวิทยาศาสตร์โง่ ๆ และ อหังการที่เรียกว่า "พันธุวิศวกรรม"
ต ้องขอโทษด้วยที่ผมไม่สามารถระบุที่มาของบทความได้ เป็นเพราะ เขียนเรื่องนี้มานานแล้วแต่มาคุ้ยเจอที่บ้านแล้วลืมส่งมาให้อ่านกัน ดังนั้นจะบอกจากความคิดเห็นของผมโดยสรุปคือ ตามแนวความคิดแบบ วิทยาศาตร์ ใหม่ หรือ ฟิสิกส์ใหม่ นั้น ได้ยอมรับแนวคิดที่แน่นอน แล้วว่า ความไม่แน่นอนทั้งหลายเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาโดยที่ความรู้ที่มนุษย์ตีค่า ประเมินออกมาได้นั้น ผิดพลาดและไม่แน่นอน ได้ตลอดเวลา ไม่ว่า จะเป็น แนวคิดของฟิสิกส์ ยุคใหม่ ที่ผมอนุมานเอาจากสมองน้อยๆ ของผม ว่า เริ่มจากยุคของ ไอสไตน์ และ กฏ ความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์ก ที่ว่า ยิ่งเราวัดค่า ๆ นึงได้ถูต้องแม่นยำเท่าไร อีกค่านึงที่เกียวข้องกันนั้นย่อมถูกต้องน้อยลง (เป็นผลจากความพยายามจะทำสิ่งหนึ่งให้ถูกต้องปัจจัยเลยเปลี่ยนไป) ณ ความแม่นยำในสถานะหนึ่งอาจจะผิดพลาดได้ในสถานะหนี่ง ย่อมเป็นไปตามหลักของปรัชญาตะวันออกมากขึ้น
ผ มจึงได้เกิดอุตริความคิดของผมเองมากขึ้นไปอีกว่าระหว่างการผสมผสานกันระหว่ าง soft science เช่น สังคม , มนุษย์ และ hard science ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ คณิตศาสตร์ ซึ่งในความหมายของผมนั้นจะต้องบอกก่อนว่า ไม่ได้ แปลว่า soft science นั้น เป็นศาสตร์อย่างอ่อนหรือง่ายกว่า hard science แต่อย่างใด แต่เป็นศาสตร์แห่งความพิถีพิถันและอ่อนไหวยิ่งนัก ต่างจาก hard science ที่มองถึงความเป็นจริงและมองข้ามปัจจัยอย่างอื่นไปอย่างที่ soft science มอง ขอเรียก (Hard Science) ง่ายๆ ว่า เป็น ศาสตร์ กระด้างละกัน ดังนั้น เราจึงขาดไม่ได้ ทั้ง soft science และ hard science ดั่ง หยิน และ หยางที่เป็น สมดุลกัน หนักไปข้างใด ความสมดุลนั้นก็จะเสียไป เราจึงเริ่มได้เห็น การผสมผสานกันของ ฟิสิกส์ใหม่ ทีได้ เริ่มมีแนวโน้มมาในทางปรัชญาตะวันออกมากขึ้น และต้องไม่ลืมว่า สังคมศาสตร์ สมัยใหม่ ก็จะต้อง ผสมผสาน แนวคิดแบบวิทยาศาสตร์เข้าไปด้วย
เขียนลงเว็บบอร์ดของ ibn แต่จำไม่ได้ว่าเมื่อไร
MrsJan
หัวใจของความแตกต่างคือ
วิทยาศาสต ร์เก่า วางอยู่บนฐานคิดที่ว่าด้วยการเอาชนะธรรมชาติ และการสร้างอารยธรรม ที่เน้นการผลิตทางวัตถุและการบริโภคนิยมว่า คือ รากฐานแห่งอารยธรรม
ฟิสิกส์ใหม่และพุทธรรมสอนให้เรารู้จักคุณค่าแห่งธรรมชาติและเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่อย่างสงบและสันติ
วิทยาศาสตร์เก่า สอนให้เราเห็นแก่เงิน, เงินหรือรายได้ย่อมมีค่ายิ่งกว่าชีวิตผู้คน
ว ิทยาศาสตร์เก่าสอนให้เราประเมินทุกอย่างเป็น "ตัวเลข" ทุกสิ่งจึงกลายเป็นสิ่งไร้ชีวิต ฟิสิกส์ใหม่และพุทธสอนให้เรารู้ว่า ทุกอย่างคือชีวิตที่เป็นหนึ่งเดียวกัน
ชีวิตหนึ่งล้วนเกี่ยวพันกันอย ่างแยกไม่ออกจากชีวิตอื่นๆ เราเลี้ยงไก่แบบ ไฮเทค โตเร็วและเลี้ยงด้วยยาและสารเคมี มนุษย์ผู้บริโภคก็หนีไม่พ้นที่ต้องรับ "กรรม" ต้องบริโภคยา สารกระตุ้นความเติบโต และสารเคมีอื่นๆ
วิทยาศาสตร์เก่าสอนเราให้โทษสิ่งอื่นๆ ว่า เป็นสิ่งชั่วร้าย ไอ้ไว้รัส ไอ้เชื้อโรค ไอ้(หวัด)นกชั่ว ไอ้ผู้ก่อการร้าย
ฟิสิกส์ใหม่และพุทธกลับบอกว่าเหตุปัจจัยนั้นมีมากมายไม่มีอะไรหรอกที่ชั่วหรือดี
แต่ที่สำคัญมนุษย์มักมองข้ามเหตุปัจจัยที่มาจากภายใน
ศัตรูตัวร้ายที่ซ่อนอยู่ในจิตใจ และในสมองของเราเอง นั่นคือ อวิชชา หรือ วิทยาศาสตร์ เก่า ที่ก่อให้เกิด อัตตา ตัณหา และอุปาทาน
พ ูดแบบสรุป ก็คือ งานนี้ชี้ว่า ทั้งวิทยาศาสตร์เก่าและ how to แบบเก่าทั้งหมด มีส่วนสำคัญและเป็นที่มาสำคัญของวิบัติภัยทั้งทางสังคมและธรรมชาติ
ท ี่สำคัญไม่น้อยกว่ากันคือ ทั้งวิทยาศาสตร์เก่า และ how to แบบเก่า ๆ กำลังมีส่วนทำให้วิบัติภัยทางธรรมชาติ และทางสังคมขยายตัว แพร่ระบาดหนักหน่วงแรงยิ่งขึ้น
รากแห่งวิกฤตของรัฐไทยในปัจจุบันมาจา กความเชื่อโง่ ๆ เช่นเรื่อง ความมั่นคงแห่งชาติ และความสงบราบคาบด้วยกำลัง รวมทั้งมาจากวิทยาศาสตร์โง่ ๆ และ อหังการที่เรียกว่า "พันธุวิศวกรรม"
ต ้องขอโทษด้วยที่ผมไม่สามารถระบุที่มาของบทความได้ เป็นเพราะ เขียนเรื่องนี้มานานแล้วแต่มาคุ้ยเจอที่บ้านแล้วลืมส่งมาให้อ่านกัน ดังนั้นจะบอกจากความคิดเห็นของผมโดยสรุปคือ ตามแนวความคิดแบบ วิทยาศาตร์ ใหม่ หรือ ฟิสิกส์ใหม่ นั้น ได้ยอมรับแนวคิดที่แน่นอน แล้วว่า ความไม่แน่นอนทั้งหลายเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาโดยที่ความรู้ที่มนุษย์ตีค่า ประเมินออกมาได้นั้น ผิดพลาดและไม่แน่นอน ได้ตลอดเวลา ไม่ว่า จะเป็น แนวคิดของฟิสิกส์ ยุคใหม่ ที่ผมอนุมานเอาจากสมองน้อยๆ ของผม ว่า เริ่มจากยุคของ ไอสไตน์ และ กฏ ความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์ก ที่ว่า ยิ่งเราวัดค่า ๆ นึงได้ถูต้องแม่นยำเท่าไร อีกค่านึงที่เกียวข้องกันนั้นย่อมถูกต้องน้อยลง (เป็นผลจากความพยายามจะทำสิ่งหนึ่งให้ถูกต้องปัจจัยเลยเปลี่ยนไป) ณ ความแม่นยำในสถานะหนึ่งอาจจะผิดพลาดได้ในสถานะหนี่ง ย่อมเป็นไปตามหลักของปรัชญาตะวันออกมากขึ้น
ผ มจึงได้เกิดอุตริความคิดของผมเองมากขึ้นไปอีกว่าระหว่างการผสมผสานกันระหว่ าง soft science เช่น สังคม , มนุษย์ และ hard science ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ คณิตศาสตร์ ซึ่งในความหมายของผมนั้นจะต้องบอกก่อนว่า ไม่ได้ แปลว่า soft science นั้น เป็นศาสตร์อย่างอ่อนหรือง่ายกว่า hard science แต่อย่างใด แต่เป็นศาสตร์แห่งความพิถีพิถันและอ่อนไหวยิ่งนัก ต่างจาก hard science ที่มองถึงความเป็นจริงและมองข้ามปัจจัยอย่างอื่นไปอย่างที่ soft science มอง ขอเรียก (Hard Science) ง่ายๆ ว่า เป็น ศาสตร์ กระด้างละกัน ดังนั้น เราจึงขาดไม่ได้ ทั้ง soft science และ hard science ดั่ง หยิน และ หยางที่เป็น สมดุลกัน หนักไปข้างใด ความสมดุลนั้นก็จะเสียไป เราจึงเริ่มได้เห็น การผสมผสานกันของ ฟิสิกส์ใหม่ ทีได้ เริ่มมีแนวโน้มมาในทางปรัชญาตะวันออกมากขึ้น และต้องไม่ลืมว่า สังคมศาสตร์ สมัยใหม่ ก็จะต้อง ผสมผสาน แนวคิดแบบวิทยาศาสตร์เข้าไปด้วย
เขียนลงเว็บบอร์ดของ ibn แต่จำไม่ได้ว่าเมื่อไร
MrsJan
27 มิถุนายน 2547
อ่านหนังสือแตก (The Reader)
ในโลกยุคปัจจุบัน "การอ่านหนังสือออก" ไม่ได้มีความหมายเพียงรู้อักขรวิธีพอจะอ่านออกมาเป็นคำได้
แต่หมายถึงกระบวนการคิดและทำความเข้าใจ
เชื่อมโยงความเข้าหากัน แยกแยะระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูลต่างๆ
รวมไปถึงนำเอาความรู้ความเข้าใจที่ได้มาจากการอ่านเข้าไปเชื่อมต่อกับความรู้ความเข้าใจที่มีมาก่อน
แม้ในโลกยุคอดีต ทักษะอย่างนี้ก็มีความจำเป็น เพียงแต่ว่าในอดีตเราอาจได้ความรู้และข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ
ที่ไม่ใช่ตัวหนังสือมากกว่า ในขณะที่โลกยุคอดีตเน้นการทำความเข้าใจความรู้ที่มีลักษณะค่อนข้างสถิตย์
แตกต่างจากโลกปัจจุบันที่เน้นการมองหาช่องทางใหม่ๆ, ความสัมพันธ์ใหม่ๆ, บทสรุปใหม่ๆ จึงทำให้ความจำเป็นในการ
"อ่านหนังสือออก" ตามความหมายนี้เข้มข้นขึ้น
ฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจใช่ไหมครับที่เขาพบว่า มีคนไทยในหมู่ผู้ถูกสำรวจเพียง 1%
เท่านั้นที่มีทักษะการอ่านระดับที่จะอ่านข้อเขียนที่มีความซับซ้อนได้ ที่ไม่น่าแปลกใจก็เพราะ เราทุกคนคงรู้สึกเหมือนกันว่า
การศึกษาในโรงเรียนของเราเอง (ไปจนถึงมหาวิทยาลัยก็ว่าได้) สอนการอ่านเพียงแค่อ่านได้ด้วยอักขรวิธี
ไม่ใช่ทักษะการอ่านที่เป็นกระบวนการคิดที่ซับซ้อน
ฉะนั้น คนไทย (พูดถึงแต่คนไทยเพราะเขียนให้คนไทยอ่าน ไม่ได้จะบอกว่าคนไทยเท่านั้น) จึงชอบอ่านอะไรง่ายๆ แค่บอกให้รู้ว่า
"อะไรเป็นอะไร" มากกว่าที่จะเรียนรู้กระบวนการคิดที่จะนำไปสู่ข้อสรุปนั้นๆ
ข้อสอบจากชั้นประถมถึงมหาวิทยาลัยนิยมถามว่าอะไรเป็นอะไรมากกว่ากระบวนการคิด
แค่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็อาจเป็นเศรษฐีได้ เพราะตอบคำถามใน "เกมเศรษฐี" ได้หมด
ในขณะที่ปัจจุบัน ทั้งรัฐและสังคมกำลังส่งเสริมการอ่าน แต่ความสามารถในการอ่านของคนไทยกลับมีจำกัด
ถึงจะอ่านมากขึ้นก็อาจจะยัง "อ่านไม่ออก" เหมือนเดิม นอกจากนี้การอ่านเป็นสิ่งไม่น่าอภิรมย์เลย
ถ้าการอ่านเป็นเพียงสื่อให้เรารู้ว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้น ก็ไม่รู้ว่าจะรู้ไปทำไมมากมายนัก
ในเมื่อไม่ได้คิดจะไปชิงรางวัลของเกมทีวี จำไปก็ไม่หวาดไม่ไหว ซ้ำอ่านไปก็เครียด
บางคนมีดินสอสีคอยขีดข้อความให้หนังสือเลอะเทอะด้วย ตรงกันข้ามนะครับ
การอ่านที่รับทั้งความหมายและนัยยะของความหมายที่สลับซับซ้อนไปด้วย สร้างกระบวนการความเข้าใจ
และคิดสร้างสรรค์ด้วยตัวเอง "ทำให้สมองตื่นตัว" สารความสุขหลั่งไหล
แทนที่จะทำให้เครียดกลับเกิดความเพลิดเพลินในการอ่าน
ผมเชื่อว่าตราบเท่าที่เรายัง "อ่าน" ไม่เป็น คืออ่านเพียงเพื่อจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรอยู่แค่นั้น
การปลูกฝังให้คนไทยรักการอ่านก็เกิดขึ้นได้ยาก อ่านก็อ่านกันอย่างเครียดๆ อย่างนี้
เด็กไทยยังอุตส่าห์อ่านได้วันละครึ่งชั่วโมงก็นับว่าน่านับถือมาก ไม่ใช่แค่อ่านมากอ่านน้อยเท่านั้นนะครับ
แต่ผมคิดว่าการอ่านในโลกปัจจุบันเป็นช่องทางของความรู้มากที่สุดมากกว่าการพูดให้ฟังในชั้นเรียนหรือทีวีหรือตลาดมากนัก
แต่ไม่ใช่อ่านเฉยๆ หากต้องหมายถึง "การอ่านเป็น"
หรือสามารถสร้างกระบวนการคิดและความเข้าใจของตนเองในการอ่านสิ่งที่สลับซับซ้อนได้ด้วย
ความรู้ที่การอ่านจะเป็นสื่อไปถึงได้นั้น ไม่จำกัดอยู่แต่เพียงอะไรที่เกี่ยวกับสังคม, วัฒนธรรมและศิลปะเท่านั้น
ความสามารถที่จะสร้างกระบวนการคิดและความเข้าใจในการอ่านนั้นสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้วย
ไม่ใช่เพียงรู้ข้อเท็จจริงในทางวิทยาศาสตร์นะครับ
แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือการอ่านเป็นนั้นฝึกสมองให้รู้จักมองหาความสัมพันธ์เชื่อมโยงที่มีความสลับซับซ้อนได้
แล้วเอาเข้าจริง วิชาความรู้ต่างๆ รวมทั้งวิทยาศาสตร์ด้วยนั้นคืออะไรเล่า
ถ้าไม่ใช่การมองเห็นความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนของตัวแปรต่างๆ
วิทยาศาสตร์ไม่ใช่การท่องสูตรเพื่อเอาไปแก้โจทย์ต่างๆ
แต่คือการมองเห็นความสัมพันธ์ของตัวแปรที่สูตรแต่ละอย่างจำลองขึ้นไว้เป็นสัญลักษณ์
เอาแต่จำสูตรโดยเข้าไม่ถึงความสัมพันธ์ที่ตัวสูตรจำลองไว้ ก็เป็นแค่เทคนิค "เหมือนที่ช่างบัดกรีต้องเรียนรู้เทคนิค" เท่านั้น
แต่ผมสงสัยว่าในกรณีของไทยนั้น อาจจะอยู่ที่ทัศนคติของเราที่มีต่อความรู้มากกว่า
จึงทำให้เราสอนการอ่านหรือส่งเสริมการอ่านกันอย่างแคบๆ เพียงแค่การรับรู้ข้อมูลว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้น
จากบทความของ อาจารย์ นิธิ ผมอยากจะบอกว่า
" ทุกวันนี้เราอ่านหนังสือกันเป็นแล้วหรือยัง ถ้าพวกเราลองคิดดูว่าถ้าการอ่านหนังสือแล้วเกิดความเครียดจริง แล้วพวกหนอนอ่านหนังสืออยู่เป็นประจำ เค้าไม่เป็นโรคเครียดตายกันไปหมดแล้วรือ แต่สิ่งที่อยากให้ทุกคนรู้คือ ความสุขที่ได้จากการอ่านหนังสือนั้น ย่อมไม่ต่างกับแรงกระตุ้นจากยาเสพติดหรืออาหารอร่อยๆ
เพียงแค่ทุกค นได้สลัดทิ้งความรู้สึกที่คิดว่าเครียดแต่ลองคิดดูสิว่ามันเป็น การทำเพื่อตัวเองทั้งสิ้น ใครก็ไม่สามารถรับประโยชน์นี้ไปได้เท่ากับตัวเอง ทุกวันนี้การที่เราไม่รู้สึกสนุกกับมันก็เพราะเราคิดอยู่แค่จะอ่านไปเพื่อสอ บหรือจะหวังผลอะไรก็ตามที่คิดว่าเป็นหน้าที่แล้วนั้น ทำยังไงก็ไม่มีทางสนุกแน่นอน ซ้ำร้ายอ่านไปแล้วยังไม่เข้าใจอีกด้วย ก็ยิ่งจะทำให้เบื่อมากขึ้นเท่านั้น
ดังนั้นถ้าเราลองมาเปรียบเทียบกั บการทำงาน เราก็จะเห็นว่าไม่ต่างกัน เราจะทำงานตามใบสั่งซึ่งบางงานอ่านจะน่าเบื่อบ้างแต่แล้วเราจะเอาแค่นั้นรึป ่าว ถ้าเอาแค่นั้นตามหน้าที่ ก็ต้องเบื่อแน่นอน มันไม่ได้ต่างกันเลย เพราะฉะนั้นเราลองคิดว่ารู้ลึกลงไปจากที่เค้าสั่งอีกจะดีกว่าหรือไม่ ยังไงเสียความสุขจากการศึกษาหาความรู้จะต้องตามมาแน่นอน เว้นเสียจากว่าเราจะไปสนใจเรื่องอื่นก็ห้ามกันตามความชอบของแต่ละบุคคลไม่ ได้ แต่ต้องลองถามตัวเองดูว่าความชอบที่เราจะทำอะไรตามใจเรานั้นๆ ได้ประโยชน์หรือไม่ ไม่ว่าจะกับตัวเองหรือกับคนรอบข้าง
อยากให้ทุกคน คิดกันให้ได้มากๆ ว่าวิชาความรู้ใครก็มาเอาของเราไปไม่ได้ ถ้าได้ก็อาจจะแค่ผลพลอยได้ ผลประโยชน์จะตกอยู่ที่เราเพียงคนเดียวเท่านั้นเต็มๆ ส่วนประโยชน์ที่บริษัทจะได้รับก็เป็นแค่ผลพลอยได้ที่ได้จากตัวเราเท่านั้นเอ ง
จงอย่าได้คิดว่าเราทำเพื่อบริษัทขนาดนี้ เราจะทำไปเพื่ออะไรผลตอบแทนก็ไม่ได้ ถ้าคิดได้แค่นี้ก็จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าไม่อย่างนั้นหาสามีรวยๆ แล้วแต่งงาน จับจ่ายใช้สอยหาความสุขจากเงินที่สามีหามาแล้วอยู่เฉยๆ น่าจะสบายใจกว่าครับ" :)
เขียนให้อ่านสำหรับ Newsletter ภายในบริษัท จำไม่ได้ว่าเขียนไว้เมื่อไร
MrsJan
แต่หมายถึงกระบวนการคิดและทำความเข้าใจ
เชื่อมโยงความเข้าหากัน แยกแยะระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูลต่างๆ
รวมไปถึงนำเอาความรู้ความเข้าใจที่ได้มาจากการอ่านเข้าไปเชื่อมต่อกับความรู้ความเข้าใจที่มีมาก่อน
แม้ในโลกยุคอดีต ทักษะอย่างนี้ก็มีความจำเป็น เพียงแต่ว่าในอดีตเราอาจได้ความรู้และข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ
ที่ไม่ใช่ตัวหนังสือมากกว่า ในขณะที่โลกยุคอดีตเน้นการทำความเข้าใจความรู้ที่มีลักษณะค่อนข้างสถิตย์
แตกต่างจากโลกปัจจุบันที่เน้นการมองหาช่องทางใหม่ๆ, ความสัมพันธ์ใหม่ๆ, บทสรุปใหม่ๆ จึงทำให้ความจำเป็นในการ
"อ่านหนังสือออก" ตามความหมายนี้เข้มข้นขึ้น
ฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจใช่ไหมครับที่เขาพบว่า มีคนไทยในหมู่ผู้ถูกสำรวจเพียง 1%
เท่านั้นที่มีทักษะการอ่านระดับที่จะอ่านข้อเขียนที่มีความซับซ้อนได้ ที่ไม่น่าแปลกใจก็เพราะ เราทุกคนคงรู้สึกเหมือนกันว่า
การศึกษาในโรงเรียนของเราเอง (ไปจนถึงมหาวิทยาลัยก็ว่าได้) สอนการอ่านเพียงแค่อ่านได้ด้วยอักขรวิธี
ไม่ใช่ทักษะการอ่านที่เป็นกระบวนการคิดที่ซับซ้อน
ฉะนั้น คนไทย (พูดถึงแต่คนไทยเพราะเขียนให้คนไทยอ่าน ไม่ได้จะบอกว่าคนไทยเท่านั้น) จึงชอบอ่านอะไรง่ายๆ แค่บอกให้รู้ว่า
"อะไรเป็นอะไร" มากกว่าที่จะเรียนรู้กระบวนการคิดที่จะนำไปสู่ข้อสรุปนั้นๆ
ข้อสอบจากชั้นประถมถึงมหาวิทยาลัยนิยมถามว่าอะไรเป็นอะไรมากกว่ากระบวนการคิด
แค่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็อาจเป็นเศรษฐีได้ เพราะตอบคำถามใน "เกมเศรษฐี" ได้หมด
ในขณะที่ปัจจุบัน ทั้งรัฐและสังคมกำลังส่งเสริมการอ่าน แต่ความสามารถในการอ่านของคนไทยกลับมีจำกัด
ถึงจะอ่านมากขึ้นก็อาจจะยัง "อ่านไม่ออก" เหมือนเดิม นอกจากนี้การอ่านเป็นสิ่งไม่น่าอภิรมย์เลย
ถ้าการอ่านเป็นเพียงสื่อให้เรารู้ว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้น ก็ไม่รู้ว่าจะรู้ไปทำไมมากมายนัก
ในเมื่อไม่ได้คิดจะไปชิงรางวัลของเกมทีวี จำไปก็ไม่หวาดไม่ไหว ซ้ำอ่านไปก็เครียด
บางคนมีดินสอสีคอยขีดข้อความให้หนังสือเลอะเทอะด้วย ตรงกันข้ามนะครับ
การอ่านที่รับทั้งความหมายและนัยยะของความหมายที่สลับซับซ้อนไปด้วย สร้างกระบวนการความเข้าใจ
และคิดสร้างสรรค์ด้วยตัวเอง "ทำให้สมองตื่นตัว" สารความสุขหลั่งไหล
แทนที่จะทำให้เครียดกลับเกิดความเพลิดเพลินในการอ่าน
ผมเชื่อว่าตราบเท่าที่เรายัง "อ่าน" ไม่เป็น คืออ่านเพียงเพื่อจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรอยู่แค่นั้น
การปลูกฝังให้คนไทยรักการอ่านก็เกิดขึ้นได้ยาก อ่านก็อ่านกันอย่างเครียดๆ อย่างนี้
เด็กไทยยังอุตส่าห์อ่านได้วันละครึ่งชั่วโมงก็นับว่าน่านับถือมาก ไม่ใช่แค่อ่านมากอ่านน้อยเท่านั้นนะครับ
แต่ผมคิดว่าการอ่านในโลกปัจจุบันเป็นช่องทางของความรู้มากที่สุดมากกว่าการพูดให้ฟังในชั้นเรียนหรือทีวีหรือตลาดมากนัก
แต่ไม่ใช่อ่านเฉยๆ หากต้องหมายถึง "การอ่านเป็น"
หรือสามารถสร้างกระบวนการคิดและความเข้าใจของตนเองในการอ่านสิ่งที่สลับซับซ้อนได้ด้วย
ความรู้ที่การอ่านจะเป็นสื่อไปถึงได้นั้น ไม่จำกัดอยู่แต่เพียงอะไรที่เกี่ยวกับสังคม, วัฒนธรรมและศิลปะเท่านั้น
ความสามารถที่จะสร้างกระบวนการคิดและความเข้าใจในการอ่านนั้นสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้วย
ไม่ใช่เพียงรู้ข้อเท็จจริงในทางวิทยาศาสตร์นะครับ
แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือการอ่านเป็นนั้นฝึกสมองให้รู้จักมองหาความสัมพันธ์เชื่อมโยงที่มีความสลับซับซ้อนได้
แล้วเอาเข้าจริง วิชาความรู้ต่างๆ รวมทั้งวิทยาศาสตร์ด้วยนั้นคืออะไรเล่า
ถ้าไม่ใช่การมองเห็นความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนของตัวแปรต่างๆ
วิทยาศาสตร์ไม่ใช่การท่องสูตรเพื่อเอาไปแก้โจทย์ต่างๆ
แต่คือการมองเห็นความสัมพันธ์ของตัวแปรที่สูตรแต่ละอย่างจำลองขึ้นไว้เป็นสัญลักษณ์
เอาแต่จำสูตรโดยเข้าไม่ถึงความสัมพันธ์ที่ตัวสูตรจำลองไว้ ก็เป็นแค่เทคนิค "เหมือนที่ช่างบัดกรีต้องเรียนรู้เทคนิค" เท่านั้น
แต่ผมสงสัยว่าในกรณีของไทยนั้น อาจจะอยู่ที่ทัศนคติของเราที่มีต่อความรู้มากกว่า
จึงทำให้เราสอนการอ่านหรือส่งเสริมการอ่านกันอย่างแคบๆ เพียงแค่การรับรู้ข้อมูลว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้น
จากบทความของ อาจารย์ นิธิ ผมอยากจะบอกว่า
" ทุกวันนี้เราอ่านหนังสือกันเป็นแล้วหรือยัง ถ้าพวกเราลองคิดดูว่าถ้าการอ่านหนังสือแล้วเกิดความเครียดจริง แล้วพวกหนอนอ่านหนังสืออยู่เป็นประจำ เค้าไม่เป็นโรคเครียดตายกันไปหมดแล้วรือ แต่สิ่งที่อยากให้ทุกคนรู้คือ ความสุขที่ได้จากการอ่านหนังสือนั้น ย่อมไม่ต่างกับแรงกระตุ้นจากยาเสพติดหรืออาหารอร่อยๆ
เพียงแค่ทุกค นได้สลัดทิ้งความรู้สึกที่คิดว่าเครียดแต่ลองคิดดูสิว่ามันเป็น การทำเพื่อตัวเองทั้งสิ้น ใครก็ไม่สามารถรับประโยชน์นี้ไปได้เท่ากับตัวเอง ทุกวันนี้การที่เราไม่รู้สึกสนุกกับมันก็เพราะเราคิดอยู่แค่จะอ่านไปเพื่อสอ บหรือจะหวังผลอะไรก็ตามที่คิดว่าเป็นหน้าที่แล้วนั้น ทำยังไงก็ไม่มีทางสนุกแน่นอน ซ้ำร้ายอ่านไปแล้วยังไม่เข้าใจอีกด้วย ก็ยิ่งจะทำให้เบื่อมากขึ้นเท่านั้น
ดังนั้นถ้าเราลองมาเปรียบเทียบกั บการทำงาน เราก็จะเห็นว่าไม่ต่างกัน เราจะทำงานตามใบสั่งซึ่งบางงานอ่านจะน่าเบื่อบ้างแต่แล้วเราจะเอาแค่นั้นรึป ่าว ถ้าเอาแค่นั้นตามหน้าที่ ก็ต้องเบื่อแน่นอน มันไม่ได้ต่างกันเลย เพราะฉะนั้นเราลองคิดว่ารู้ลึกลงไปจากที่เค้าสั่งอีกจะดีกว่าหรือไม่ ยังไงเสียความสุขจากการศึกษาหาความรู้จะต้องตามมาแน่นอน เว้นเสียจากว่าเราจะไปสนใจเรื่องอื่นก็ห้ามกันตามความชอบของแต่ละบุคคลไม่ ได้ แต่ต้องลองถามตัวเองดูว่าความชอบที่เราจะทำอะไรตามใจเรานั้นๆ ได้ประโยชน์หรือไม่ ไม่ว่าจะกับตัวเองหรือกับคนรอบข้าง
อยากให้ทุกคน คิดกันให้ได้มากๆ ว่าวิชาความรู้ใครก็มาเอาของเราไปไม่ได้ ถ้าได้ก็อาจจะแค่ผลพลอยได้ ผลประโยชน์จะตกอยู่ที่เราเพียงคนเดียวเท่านั้นเต็มๆ ส่วนประโยชน์ที่บริษัทจะได้รับก็เป็นแค่ผลพลอยได้ที่ได้จากตัวเราเท่านั้นเอ ง
จงอย่าได้คิดว่าเราทำเพื่อบริษัทขนาดนี้ เราจะทำไปเพื่ออะไรผลตอบแทนก็ไม่ได้ ถ้าคิดได้แค่นี้ก็จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าไม่อย่างนั้นหาสามีรวยๆ แล้วแต่งงาน จับจ่ายใช้สอยหาความสุขจากเงินที่สามีหามาแล้วอยู่เฉยๆ น่าจะสบายใจกว่าครับ" :)
เขียนให้อ่านสำหรับ Newsletter ภายในบริษัท จำไม่ได้ว่าเขียนไว้เมื่อไร
MrsJan
27 กุมภาพันธ์ 2547
เส้นทางเศรษฐี (Millionaire)
เรากำลังอยู่ในยุคสมัยที่แนวคิดเกี่ยวกับทุนกำลังเปลี่ยน และ เพราะว่าแนวคิดเกี่ยวกับทุนเปลี่ยน แนวคิดเกี่ยวกับงานและคุณธรรมที่เกี่ยวกับงานทั้งหมดก็กำลังเปลี่ยนไปด้วย
ก ่อนที่จะเข้าสู่เศรษฐกิจแบบเงินตราเต็มตัว ทุนหมายถึงการสร้างผลิตภาพจากทรัพยากรธรรมชาติ เช่น จับปลา, เบิกป่า, ทำนา, หรือตัดจากขาย ฯลฯ
ทรัพย์จึงเกิดจากแรงกายเป็นส่วนใหญ่ และด้วยเหตุดังนั้น ความขยันหมั่นเพียรจึงหมายถึงการหมั่นใช้แรงกายเพื่อสร้างทรัพย์
ค วามรวยหรือความสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจในชีวิต หมายถึงความมั่นคงด้านอาหาร (มีข้าวเต็มยุ้ง), ด้านสังคม (คือได้การยอมรับและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น), และด้านจิตใจ (มีความสุขความพอใจในชีวิต)
คุณธรรมของเศรษฐีที่นอกเหนือจากความขยัน หมั่นเพียร จึงมีความหมายถึงการรู้จักประหยัด, อดออม, ไม่กินเหล้าเมายาและไม่ติดการพนัน แต่ก็เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และทำบุญสุนทาน
ท ุนจึงไม่ใช่เงินตรา แต่เอาเข้าจริงแล้วหมายถึงคุณธรรมที่จะกำกับการใช้แรงกายไปในทางที่จะก่อให้ เกิดทรัพย์อย่างยั่งยืนดังกล่าวต่างหาก
จนเมื่อแม้เศรษฐกิจเปลี่ยนเข ้าสู่ระบบเงินตรามากแล้ว ผมคิดว่าทุนก็ยังไม่ใช่เงินตรา อย่างน้อยก็ไม่ใช่เงินตราเพียงอย่างเดียว ถ้าลองย้อนกลับไปดูประวัติของเศรษฐีรุ่นเก่าๆ ของไทย (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นจีนหรือเชื้อจีน) ก็จะพบ "นิทาน" เรื่องเดียวกัน ได้แก่ ความขยันหมั่นเพียร, อดออม และมีน้ำใจต่อคนรอบข้าง จนเกิดเป็นเส้นสายเครือข่ายสำหรับทำธุรกิจของตัว
ส่วนทุนที่เป็นเงินตราก็ได้มาจากความขยันหมั่นเพียรและอดออมของตัว รวมกับการระดมทุนจากญาติพี่น้อง
จ ะมีอะไรที่เพิ่มเติมเข้ามาก็เห็นจะได้แก่ การมองเห็นโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ เช่น ทำโรงสีแข่งกับฝรั่ง, เดินเรือขนข้าวไปเมืองจีน ฯลฯ เป็นต้น เพราะมองออกว่าตลาดข้าวไทยในต่างประเทศนั้นจะขยายตัวต่อไปอีกนาน ถ้าพูดภาษาสมัยปัจจุบันก็คือ เศรษฐีเหล่านั้น "อ่านเกมออก"
แต่การ "อ่านเกมออก" ไม่ใช่คุณสมบัติสำคัญเพียงอย่างเดียว ถึงอย่างไรก็ต้องมีคุณธรรมเศรษฐีดังที่กล่าวแล้วควบคู่ไปด้วยเสมอ
ผ มอาจพูดอะไรให้ฟังดูดีเกินจริงไปหน่อย เพราะในความจริงแล้ว พ่อค้าเศรษฐีเหล่านี้ก็เอาเปรียบผู้ผลิตและผู้บริโภคของตัวเท่าที่จะไม่เป็น อันตรายต่อธุรกิจของตัวอย่างแน่นอน
แม้กระนั้นก็ยังถือกันว่าคุณธรรมของเศรษฐีดังที่กล่าวแล้วมีความสำคัญมากกว่า
ผ มเข้าใจว่าลักษณะอย่างที่ผมกล่าวนี้ไม่ได้มีเฉพาะในเมืองไทย แต่ถือกันทั่วไปในโลกทุนนิยมว่า ความขยันหมั่นเพียร, อดออม และชื่อสัตย์ (อย่างน้อยก็ดูเหมือนซื่อสัตย์) เป็นคุณธรรมสำคัญสำหรับการเป็นเศรษฐี
" นิทาน" ประชาธิปไตยของอเมริกันในศตวรรษที่แล้วจะชี้เศรษฐีเหล่านี้ออกมาสักหนึ่งโหล เพื่อจะบอกว่าที่นี่ให้โอกาสอันเท่าเทียมกันแก่ทุกคน ดูเด็กจนๆ เหล่านี้สิ บัดนี้เขาคือใคร
ฉะนั้น ไม่แต่เฉพาะยุคสมัยที่ทรัพย์ย่อมมาจากแรงกายเพียงอย่างเดียว แม้ในยุคหลังจากนั้นซึ่งทรัพย์คือหุ้นและบัญชีเงินฝากในธนาคารแล้ว คุณธรรมเศรษฐีก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แปลว่าทุนที่แท้จริงไม่ใช่เงินตรา หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่เงินตราเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงคุณธรรมบางอย่างที่จำเป็นสำหรับเจ้าของเงินตราด้วย
คนอายุ รุ่นผม เมื่อได้ยินท่านนายกฯ พูดว่า คนเราไม่เป็นหนี้ก็ไม่รวย จึงฟังทะแม่งหูพิลึก เพราะเราถูกสอนมาว่าเงินตราเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อรับใช้คุณธรรมบางอย่างส ำหรับสร้างตัวเป็นเศรษฐี มีแต่เงินตราหากไร้คุณธรรมอย่างนั้นก็ไม่มีโอกาสเป็นเศรษฐี
เล่นหวย เล่นพนันบอลยิ่งไปกันใหญ่ เพราะเฮงที่สุดก็ได้มาแต่เงินตรา ไม่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้
แ ต่คนแก่ขนาดผม มีชีวิตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วย่อมขาดความเชื่อมั่นในตัวเองไปหมด ไม่แน่ใจว่าอะไรที่เรายึดถือนั้นมันไม่เหมาะกับกาลสมัยเสียแล้วกระมัง ยิ่งอยู่ภายใต้นายกรัฐมนตรีอย่าง คุณทักษิณ ชินวัตร ก็ยิ่งแย่ลงไปใหญ่ เพราะท่านทำให้คนไทยทั่วไปเชื่อเสียแล้วว่า ความคิดอะไรที่ไม่ตรงกับท่านย่อมเป็นเศษเดนจากยุคอะนาล็อกทั้งหมด
แล้วกูจะได้ดิจิเติลกับเขาได้ไหมเนี่ย
อ ย่างไรก็ตาม ผมจึงเอาประวัติเศรษฐีรุ่นใหม่ ทั้งไทยทั้งเทศออกมาอ่านหลายคนด้วยกัน แล้วพบว่า เออ จริงนั่นแหละ ผู้เขียนประวัติคนเหล่านี้ไม่ได้เน้นย้ำคุณธรรมเศรษฐีที่ผมและคนรุ่นผมคุ้นเ คยอีกแล้ว
คุณธรรมใหม่คือ "อ่านเกมออก," กล้าได้กล้าเสีย, มีวิสัยทัศน์ซึ่งแปลตามหนังสือประวัติเหล่านี้ก็คือ อ่านออกว่าความเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบันจะทำให้เกิดตลาดอะไร, ลดต้นทุนได้อย่างไร, ขยายและรักษาตลาดได้อย่างไร, ระดมทุนได้ในต้นทุนต่ำสุดได้อย่างไร ฯลฯ
"อ่านเกมออก" นี่แหละครับ ดูเหมือนจะเป็นคุณธรรมเศรษฐีรุ่นใหม่ที่สำคัญที่สุด เพราะจะสามารถเอาทุนที่เป็นเงินตราไปต่อทุนที่เป็นเงินตราต่อไปได้ไม่สิ้นสุ ด ในขณะที่ความขยันหมั่นเพียรโดยเฉพาะที่อาศัยแรงกาย หรือการประหยัดอดออมแทบจะไม่เป็นคุณธรรมที่ประวัติเศรษฐีรุ่นใหม่ให้ความ ยกย่องเอาเสียเลย
และทุนย่อมหมายถึงเงินตราเพียงอย่างเดียว จะได้มาโดยไปกู้เขาหรือปั๊มหุ้นขายอย่างไรก็ตามที แต่ต้องมีทุนเป็นเงินตราเสียก่อนจึงสามารถเป็นเศรษฐีได้
ก็อย่างที่ผมพูดไว้แล้วแต่แรกนะครับว่า เมื่อแนวคิดเกี่ยวกับทุนเปลี่ยน แนวคิดเกี่ยวกับงานและคุณธรรมที่เกี่ยวกับงานก็เปลี่ยนไปด้วย
งานคือการรู้ข้อมูลอย่างกว้างขวาง แล้วมองหาจนเจอช่องที่จะทำหรือเพิ่มกำไรในกิจการของตัว หรืออ่านเกมให้ออกนั่นเอง
ค วามสามารถอย่างนี้ต้องใช้คุณธรรมอะไรบ้างดูเหมือนไม่ค่อยชัดนัก หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ยังไม่มีใครสามารถเขียนแผนที่ของเส้นทางเศรษฐีสมัยใหม่นี้ได้ เพียงแต่เส้นทางเก่าที่เศรษฐีรุ่นเก่าเคยเดินๆ กันมานั้นใช้ไม่ได้แล้วแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ถ้าเราดูความจริงนอกประวัติของเศรษฐีรุ่นใหม่ ผมก็ไม่ทราบหรอกครับว่า เส้นทางเศรษฐีแบบเก่านั้นล้าสมัยไปหมดแล้วจริงหรือไม่ ยังมีใครที่เป็นเศรษฐีขึ้นมาได้จากคุณธรรมแบบเก่าอีกหรือไม่
แต่ในขณ ะเดียวกัน ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเศรษฐีรุ่นใหม่เหล่านี้อาศัยแต่การ "อ่านเกมออก" เพียงอย่างเดียวจึงกลายเป็นเศรษฐีไปได้ เพราะจำนวนไม่น้อยของเศรษฐีเหล่านี้มีอะไรที่มัวหมองไม่มากก็น้อย ปนๆ อยู่ในประวัติเกือบทั้งนั้น
หลายคนยังมีคดีติดตัวค้างอยู่ที่ศาล บางคนก็อาศัยอำนาจการเมืองที่คุมเสียงข้างมากในสภาออกกฎหมายให้ระงับคดีจนกว ่าตัวจะพ้นจากตำแหน่งทางการเมือง, บางคนก็สู้คดียืดเยื้อเกี่ยวกับการค้าที่ไม่เป็นธรรมอยู่ไม่ได้เลิก, บางคนก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นปีศาจการเงินที่อาศัยช่องโหว่ของการค้าเงินเอา เปรียบคนอื่น
และอีกหลายคนก็ประสบความสำเร็จจากธุรกิจสัมปทานในประเท ศที่ไม่มีความโปร่งใส ในเรื่องการให้สัมปทาน โดยเฉพาะในเอเชียและละตินอเมริกา อีกหลายคนรวยขึ้นมาจากผูกขาดในทางปฏิบัติเป็นเวลานาน เพราะอุดหนุนทางการเงินแก่เผด็จการ
ผมจึงไม่แน่ใจว่าในการค้าที่แฟร์ จริงๆ แค่ "อ่านเกมออก" จะเป็นคุณธรรมนำไปสู่ความมั่งคั่งล้นเหลือได้จริงหรือไม่ แต่ก็ไม่แน่ใจด้วยว่า คุณธรรมเก่าๆ สำหรับเป็นเศรษฐีนั้นยังใช้ได้ในโลกปัจจุบันหรือไม่
เลยไม่รู้จะแนะน ำคนที่อยากเป็นเศรษฐีว่าอย่างไร ทั้งๆ ที่คนรุ่นหนุ่มสาวในปัจจุบันดูอยากเป็นเศรษฐีกันทุกคน ไม่ค่อยเคยเห็นใครที่อยากเป็นคนธรรมดาบ้าง
อันนี้ ผมได้ คัดลอก บทความ จาก มติชนสุดสัปดาห์ ของ อาจารย์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ มาให้ได้อ่าน เป็นอาหารสมองกัน
คัดลอกบทความมาให้อ่านกันบนเว็บบอร์ด
MrsJan
ก ่อนที่จะเข้าสู่เศรษฐกิจแบบเงินตราเต็มตัว ทุนหมายถึงการสร้างผลิตภาพจากทรัพยากรธรรมชาติ เช่น จับปลา, เบิกป่า, ทำนา, หรือตัดจากขาย ฯลฯ
ทรัพย์จึงเกิดจากแรงกายเป็นส่วนใหญ่ และด้วยเหตุดังนั้น ความขยันหมั่นเพียรจึงหมายถึงการหมั่นใช้แรงกายเพื่อสร้างทรัพย์
ค วามรวยหรือความสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจในชีวิต หมายถึงความมั่นคงด้านอาหาร (มีข้าวเต็มยุ้ง), ด้านสังคม (คือได้การยอมรับและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น), และด้านจิตใจ (มีความสุขความพอใจในชีวิต)
คุณธรรมของเศรษฐีที่นอกเหนือจากความขยัน หมั่นเพียร จึงมีความหมายถึงการรู้จักประหยัด, อดออม, ไม่กินเหล้าเมายาและไม่ติดการพนัน แต่ก็เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และทำบุญสุนทาน
ท ุนจึงไม่ใช่เงินตรา แต่เอาเข้าจริงแล้วหมายถึงคุณธรรมที่จะกำกับการใช้แรงกายไปในทางที่จะก่อให้ เกิดทรัพย์อย่างยั่งยืนดังกล่าวต่างหาก
จนเมื่อแม้เศรษฐกิจเปลี่ยนเข ้าสู่ระบบเงินตรามากแล้ว ผมคิดว่าทุนก็ยังไม่ใช่เงินตรา อย่างน้อยก็ไม่ใช่เงินตราเพียงอย่างเดียว ถ้าลองย้อนกลับไปดูประวัติของเศรษฐีรุ่นเก่าๆ ของไทย (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นจีนหรือเชื้อจีน) ก็จะพบ "นิทาน" เรื่องเดียวกัน ได้แก่ ความขยันหมั่นเพียร, อดออม และมีน้ำใจต่อคนรอบข้าง จนเกิดเป็นเส้นสายเครือข่ายสำหรับทำธุรกิจของตัว
ส่วนทุนที่เป็นเงินตราก็ได้มาจากความขยันหมั่นเพียรและอดออมของตัว รวมกับการระดมทุนจากญาติพี่น้อง
จ ะมีอะไรที่เพิ่มเติมเข้ามาก็เห็นจะได้แก่ การมองเห็นโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ เช่น ทำโรงสีแข่งกับฝรั่ง, เดินเรือขนข้าวไปเมืองจีน ฯลฯ เป็นต้น เพราะมองออกว่าตลาดข้าวไทยในต่างประเทศนั้นจะขยายตัวต่อไปอีกนาน ถ้าพูดภาษาสมัยปัจจุบันก็คือ เศรษฐีเหล่านั้น "อ่านเกมออก"
แต่การ "อ่านเกมออก" ไม่ใช่คุณสมบัติสำคัญเพียงอย่างเดียว ถึงอย่างไรก็ต้องมีคุณธรรมเศรษฐีดังที่กล่าวแล้วควบคู่ไปด้วยเสมอ
ผ มอาจพูดอะไรให้ฟังดูดีเกินจริงไปหน่อย เพราะในความจริงแล้ว พ่อค้าเศรษฐีเหล่านี้ก็เอาเปรียบผู้ผลิตและผู้บริโภคของตัวเท่าที่จะไม่เป็น อันตรายต่อธุรกิจของตัวอย่างแน่นอน
แม้กระนั้นก็ยังถือกันว่าคุณธรรมของเศรษฐีดังที่กล่าวแล้วมีความสำคัญมากกว่า
ผ มเข้าใจว่าลักษณะอย่างที่ผมกล่าวนี้ไม่ได้มีเฉพาะในเมืองไทย แต่ถือกันทั่วไปในโลกทุนนิยมว่า ความขยันหมั่นเพียร, อดออม และชื่อสัตย์ (อย่างน้อยก็ดูเหมือนซื่อสัตย์) เป็นคุณธรรมสำคัญสำหรับการเป็นเศรษฐี
" นิทาน" ประชาธิปไตยของอเมริกันในศตวรรษที่แล้วจะชี้เศรษฐีเหล่านี้ออกมาสักหนึ่งโหล เพื่อจะบอกว่าที่นี่ให้โอกาสอันเท่าเทียมกันแก่ทุกคน ดูเด็กจนๆ เหล่านี้สิ บัดนี้เขาคือใคร
ฉะนั้น ไม่แต่เฉพาะยุคสมัยที่ทรัพย์ย่อมมาจากแรงกายเพียงอย่างเดียว แม้ในยุคหลังจากนั้นซึ่งทรัพย์คือหุ้นและบัญชีเงินฝากในธนาคารแล้ว คุณธรรมเศรษฐีก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แปลว่าทุนที่แท้จริงไม่ใช่เงินตรา หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่เงินตราเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงคุณธรรมบางอย่างที่จำเป็นสำหรับเจ้าของเงินตราด้วย
คนอายุ รุ่นผม เมื่อได้ยินท่านนายกฯ พูดว่า คนเราไม่เป็นหนี้ก็ไม่รวย จึงฟังทะแม่งหูพิลึก เพราะเราถูกสอนมาว่าเงินตราเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อรับใช้คุณธรรมบางอย่างส ำหรับสร้างตัวเป็นเศรษฐี มีแต่เงินตราหากไร้คุณธรรมอย่างนั้นก็ไม่มีโอกาสเป็นเศรษฐี
เล่นหวย เล่นพนันบอลยิ่งไปกันใหญ่ เพราะเฮงที่สุดก็ได้มาแต่เงินตรา ไม่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้
แ ต่คนแก่ขนาดผม มีชีวิตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วย่อมขาดความเชื่อมั่นในตัวเองไปหมด ไม่แน่ใจว่าอะไรที่เรายึดถือนั้นมันไม่เหมาะกับกาลสมัยเสียแล้วกระมัง ยิ่งอยู่ภายใต้นายกรัฐมนตรีอย่าง คุณทักษิณ ชินวัตร ก็ยิ่งแย่ลงไปใหญ่ เพราะท่านทำให้คนไทยทั่วไปเชื่อเสียแล้วว่า ความคิดอะไรที่ไม่ตรงกับท่านย่อมเป็นเศษเดนจากยุคอะนาล็อกทั้งหมด
แล้วกูจะได้ดิจิเติลกับเขาได้ไหมเนี่ย
อ ย่างไรก็ตาม ผมจึงเอาประวัติเศรษฐีรุ่นใหม่ ทั้งไทยทั้งเทศออกมาอ่านหลายคนด้วยกัน แล้วพบว่า เออ จริงนั่นแหละ ผู้เขียนประวัติคนเหล่านี้ไม่ได้เน้นย้ำคุณธรรมเศรษฐีที่ผมและคนรุ่นผมคุ้นเ คยอีกแล้ว
คุณธรรมใหม่คือ "อ่านเกมออก," กล้าได้กล้าเสีย, มีวิสัยทัศน์ซึ่งแปลตามหนังสือประวัติเหล่านี้ก็คือ อ่านออกว่าความเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบันจะทำให้เกิดตลาดอะไร, ลดต้นทุนได้อย่างไร, ขยายและรักษาตลาดได้อย่างไร, ระดมทุนได้ในต้นทุนต่ำสุดได้อย่างไร ฯลฯ
"อ่านเกมออก" นี่แหละครับ ดูเหมือนจะเป็นคุณธรรมเศรษฐีรุ่นใหม่ที่สำคัญที่สุด เพราะจะสามารถเอาทุนที่เป็นเงินตราไปต่อทุนที่เป็นเงินตราต่อไปได้ไม่สิ้นสุ ด ในขณะที่ความขยันหมั่นเพียรโดยเฉพาะที่อาศัยแรงกาย หรือการประหยัดอดออมแทบจะไม่เป็นคุณธรรมที่ประวัติเศรษฐีรุ่นใหม่ให้ความ ยกย่องเอาเสียเลย
และทุนย่อมหมายถึงเงินตราเพียงอย่างเดียว จะได้มาโดยไปกู้เขาหรือปั๊มหุ้นขายอย่างไรก็ตามที แต่ต้องมีทุนเป็นเงินตราเสียก่อนจึงสามารถเป็นเศรษฐีได้
ก็อย่างที่ผมพูดไว้แล้วแต่แรกนะครับว่า เมื่อแนวคิดเกี่ยวกับทุนเปลี่ยน แนวคิดเกี่ยวกับงานและคุณธรรมที่เกี่ยวกับงานก็เปลี่ยนไปด้วย
งานคือการรู้ข้อมูลอย่างกว้างขวาง แล้วมองหาจนเจอช่องที่จะทำหรือเพิ่มกำไรในกิจการของตัว หรืออ่านเกมให้ออกนั่นเอง
ค วามสามารถอย่างนี้ต้องใช้คุณธรรมอะไรบ้างดูเหมือนไม่ค่อยชัดนัก หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ยังไม่มีใครสามารถเขียนแผนที่ของเส้นทางเศรษฐีสมัยใหม่นี้ได้ เพียงแต่เส้นทางเก่าที่เศรษฐีรุ่นเก่าเคยเดินๆ กันมานั้นใช้ไม่ได้แล้วแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ถ้าเราดูความจริงนอกประวัติของเศรษฐีรุ่นใหม่ ผมก็ไม่ทราบหรอกครับว่า เส้นทางเศรษฐีแบบเก่านั้นล้าสมัยไปหมดแล้วจริงหรือไม่ ยังมีใครที่เป็นเศรษฐีขึ้นมาได้จากคุณธรรมแบบเก่าอีกหรือไม่
แต่ในขณ ะเดียวกัน ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเศรษฐีรุ่นใหม่เหล่านี้อาศัยแต่การ "อ่านเกมออก" เพียงอย่างเดียวจึงกลายเป็นเศรษฐีไปได้ เพราะจำนวนไม่น้อยของเศรษฐีเหล่านี้มีอะไรที่มัวหมองไม่มากก็น้อย ปนๆ อยู่ในประวัติเกือบทั้งนั้น
หลายคนยังมีคดีติดตัวค้างอยู่ที่ศาล บางคนก็อาศัยอำนาจการเมืองที่คุมเสียงข้างมากในสภาออกกฎหมายให้ระงับคดีจนกว ่าตัวจะพ้นจากตำแหน่งทางการเมือง, บางคนก็สู้คดียืดเยื้อเกี่ยวกับการค้าที่ไม่เป็นธรรมอยู่ไม่ได้เลิก, บางคนก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นปีศาจการเงินที่อาศัยช่องโหว่ของการค้าเงินเอา เปรียบคนอื่น
และอีกหลายคนก็ประสบความสำเร็จจากธุรกิจสัมปทานในประเท ศที่ไม่มีความโปร่งใส ในเรื่องการให้สัมปทาน โดยเฉพาะในเอเชียและละตินอเมริกา อีกหลายคนรวยขึ้นมาจากผูกขาดในทางปฏิบัติเป็นเวลานาน เพราะอุดหนุนทางการเงินแก่เผด็จการ
ผมจึงไม่แน่ใจว่าในการค้าที่แฟร์ จริงๆ แค่ "อ่านเกมออก" จะเป็นคุณธรรมนำไปสู่ความมั่งคั่งล้นเหลือได้จริงหรือไม่ แต่ก็ไม่แน่ใจด้วยว่า คุณธรรมเก่าๆ สำหรับเป็นเศรษฐีนั้นยังใช้ได้ในโลกปัจจุบันหรือไม่
เลยไม่รู้จะแนะน ำคนที่อยากเป็นเศรษฐีว่าอย่างไร ทั้งๆ ที่คนรุ่นหนุ่มสาวในปัจจุบันดูอยากเป็นเศรษฐีกันทุกคน ไม่ค่อยเคยเห็นใครที่อยากเป็นคนธรรมดาบ้าง
อันนี้ ผมได้ คัดลอก บทความ จาก มติชนสุดสัปดาห์ ของ อาจารย์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ มาให้ได้อ่าน เป็นอาหารสมองกัน
คัดลอกบทความมาให้อ่านกันบนเว็บบอร์ด
MrsJan
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


